วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

สวัสดีค่ะ... วันนี้มีสูตรครัวซองต์เนยสดพร้อมวิธีทำมาฝาก (อาจจะไม่ละเอียดทุกขั้นตอน แต่จะพยายามอธิบายให้ทำตามได้ง่ายที่สุดนะครับ) เผื่อใครสนใจจะทำกินเองที่บ้าน สูตรนี้ไม่ยุ่งยากสักเท่าไหร่แค่ต้องใช้เวลาและความใส่ใจอีกนิดหน่อย ถ้าพร้อมแล้วเริ่มกันเลยนะค่ะ

 ส่วนผสม
             
           แป้งขนมปัง 500 กรัม    

           นมผง 100 กรัม

           น้ำตาลทราย 40 กรัม

           ยีสต์ 10 กรัม

           เกลือ 7 กรัม

           สารเสริมคุณภาพ (Bread Improver) 5 กรัม (ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ไม่ต้องใส่ก็ได้นะครับ)

           น้ำเย็น 275 มิลลิลิตร

           เนยสดชนิดจืด 250 กรัม (ในสูตรนี้ผมใช้เนยจืดยี่ห้อ Ancor นะครับ เพราะจากที่เคยทดลองยี่ห้ออื่นรู้สึกว่า พอรีดไปได้ซักพักเนยจะแตกเป็นก้อนเล็ก ๆ ไม่เรียบเนียนไปกับเนื้อแป้ง)

 วิธีทำ
             
ครัวซองต์เนยสด
           ใส่แป้งขนมปัง นมผง น้ำตาลทราย ยีสต์ เกลือ และสารเสริมคุณภาพลงในอ่างผสม จากนั้นใช้พายยางหรือมือคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันแล้วเติมน้ำเย็นลงไป

          เคล็ดลับ : เริ่มแรกให้นำส่วนผสมทั้งหมดที่เป็นของแห้งใส่ลงในอ่างผสมก่อน (ยกเว้นน้ำเย็นกับเนยนะครับ น้ำเราจะใส่ลงไปท้ายสุดในส่วนผสม ส่วนเนยจะเอาไว้ห่อใส่แป้งแล้วรีดพับ) ในระหว่างที่ใส่ส่วนผสมของแห้งให้พยายามแยกส่วนผสมต่าง ๆ ไว้เป็นกอง ๆ ให้เห็นได้ชัด เผื่อไว้ในกรณีที่เราลืมส่วนผสมอย่างใดอย่างหนึ่งจะได้มองเห็นได้ง่าย และอย่าให้ยีสต์สัมผัสกับน้ำตาลหรือเกลือโดยตรง เพราะอาจทำให้ยีสต์เสื่อมสภาพได้ ใช้พายยางหรือมือคนให้ส่วนผสมทั้งหมดพอเข้ากันแล้วเติมน้ำเย็นลงไป

ครัวซองต์เนยสด
          จากนั้นให้นวดแป้งไปสักพักจนส่วนผสมทั้งหมดละลายเข้ากันดี 

          เคล็ดลับ : ลองดูเนื้อแป้งจะต้องไม่มียีสต์ น้ำตาลทราย และเกลือจับตัวกันเป็นก้อน ที่สำคัญคือ แป้งโดที่นวดได้ที่แล้วจะต้องไม่เนียนมากจนเกินไป เราไม่ต้องการแป้งที่นวดจนเนียนได้ที่เหมือนกับแป้งที่ใช้ทำขนมปังทั่วไป แป้งครัวซองต์ที่นวดได้ที่แล้วควรจะต้องมีลักษณะค่อนข้างหยาบ เพราะเราจะต้องนำไปรีดพับกับเนยในภายหลัง (แป้งจะค่อย ๆ เรียบเนียนขึ้นหลังจากการรีดพับต่อ ๆ ไป) ถ้าหากนวดแป้งจนเนียนตั้งแต่แรกแล้ว เวลานำไปรีดเนื้อแป้งจะฉีกขาดและทำให้เนยทะลักออกมาได้

ครัวซองต์เนยสด
           เมื่อแป้งโดได้ที่แล้วให้นำไปรีดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นทันที (ไม่ต้องพักแป้ง) แช่จนกว่าแป้งจะเย็นจัดทั่วทั้งผืน 

          เคล็ดลับ : ส่วนระยะเวลานั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าช่องแช่เแข็งนั้นจะเย็นมากน้อยแค่ไหน อาจจะ 1 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น แต่ระยะเวลาที่แนะนำคือ ให้แช่ไว้ข้ามคืนครับ พอวันรุ่งขึ้นก็ให้เอาแป้งออกมาจากช่องแช่แข็งแล้วนำมาคลายให้แป้งนิ่มลงในช่องแช่เย็นปกติ (พยายามอย่านำแป้งจากช่องแช่แข็งออกมาคลายในอุณหภูมิห้องปกติทันทีนะครับ)

ครัวซองต์เนยสด
           ระหว่างที่รอให้แป้งคลายตัวให้นำเนยที่แช่เย็นเตรียมไว้ ออกมาทุบให้แบนเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้มีขนาดเล็กกว่าแป้งที่เราจะนำมาห่อ (ขนาดดูตามรูปนะครับ)

          เคล็ดลับ : ที่สำคัญคือ เนยต้องไม่แข็งและไม่เละจนเกินไป โดยลองบีบหรือกดลงไปบนเนยดู ถ้าสามารถบีบหรือกดลงไปได้โดยที่เนยยังไม่เละและยังคงความเย็นอยู่แสดงว่าใช้ได้

           เมื่อแป้งคลายตัวดีแล้ว (ไม่นิ่มและไม่แข็งจนเกินไปสามารถนำมารีดเป็นแผ่นได้ และที่สำคัญคือแป้งต้องเย็น) ให้นำเนยมาวางทับบนแป้ง (ตามรูป)

ครัวซองต์เนยสด

ครัวซองต์เนยสด
           พับแป้งทีละข้าง เริ่มจากด้านซ้ายโดยให้ขอบแป้งแต่ละข้างนั้นมาบรรจบกันตรงกึ่งกลางพอดี แล้วจึงรีดแป้งทางยาว (รีดขึ้นบนและลงล่าง) ให้มีขนาดตามที่เราต้องการ (ส่วนขนาดให้ลองกะประมาณดูว่า สามารถที่จะนำมาพับเป็น 3 ส่วนได้หรือเปล่า)

ครัวซองต์เนยสด
           เมื่อรีดแป้งได้ที่แล้วให้หมุนแป้งจากแนวตั้งให้กลับมาอยู่ในแนวนอน (ตามรูป)

ครัวซองต์เนยสด

ครัวซองต์เนยสด

           จากนั้นก็ให้เริ่มพับแป้งจากด้านซ้ายโดยให้ขอบแป้งมาอยู่กึ่งกลาง (ตามรูป) แล้วพับแป้งจากด้านขวาให้มาบรรจบพอดีกับขอบแป้งด้านซ้าย 

          เคล็ดลับ : ขั้นตอนที่เสร็จไปคือ การแบ่งแป้งเป็น 3 ส่วนแล้วพับทบกันเพื่อให้เกิดชั้นของเนยและแป้ง ซึ่งเรียกว่าพับ 3 ทบครั้งแรกนะครับ จากนั้นให้ทำซ้ำขั้นตอนเดิมอีก 1 ครั้ง จะเป็นการพับ 3 ทบครั้งที่ 2 

ครัวซองต์เนยสด
           เมื่อพับ 3 ทบครั้งที่ 2 เสร็จแล้วให้นำแป้งไปแช่เย็นประมาณ 30 นาที

          เคล็ดลับ : เมื่อเสร็จการพับ 3 ทบครั้งที่ 2 ให้นำแป้งแช่ในตู้เย็นปกติอีกประมาณ 1/2 ชั่วโมง เพื่อให้แป้งได้คลายตัวและป้องกันเนยละลายซึมเข้าไปในเนื้อแป้ง (อาจมากหรือน้อยกว่า 1/2 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเย็นของตู้เย็น หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่รีดแป้งแล้วแป้งเริ่มฉีกขาดจนเนยทะลักออกมาให้โรยแป้งบาง ๆ บริเวณที่ขาดแล้วนำแป้งเข้าตู้เย็นทันที)

ครัวซองต์เนยสด
           เมื่อพักแป้งจนได้ที่ให้นำแป้งออกมารีดเป็นแนวยาว โดยเริ่มจากรีดแป้งด้านกว้างให้ขยายออกเล็กน้อย (คือรีดขึ้นด้านบนและรีดลงด้านล่าง ตามรูป) จากนั้นรีดแป้งตามแนวยาว (คือรีดแป้งออกไปทางด้านซ้ายและด้านขวา) โดยกะประมาณว่าให้มีขนาดพอที่จะพับเป็น 3 ส่วนได้

          เคล็ดลับ : ให้ลองจับแป้งและเนยดูจะต้องไม่นิ่มไม่แข็งจนเกินไป สามารถนำมารีดได้ และที่สำคัญคือ ต้องเย็น

ครัวซองต์เนยสด

ครัวซองต์เนยสด
           พับแป้งเป็น 3 ทบโดยพับแป้งจากด้านซ้ายมือให้ขอบแป้งมาอยู่กึ่งกลาง (ตามรูป) แล้วจึงพับแป้งด้านขวาให้มาบรรจบพอดีกับขอบแป้งด้านซ้าย

          เคล็ดลับ : เหมือนกับการพับ 3 ทบในทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา แต่จะต่างกันตรงที่การพับ 3 ทบครั้งสุดท้ายขนาดของแป้งที่พับเสร็จแล้ว จะมีขนาดบางลงกว่าเดิม เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปรีดเป็นแผ่นบางและขึ้นรูปครัวซองต์

           เมื่อเสร็จจากการพับ 3 ทบครั้งสุดท้ายแล้วให้นำแป้งไปแช่ไว้ในตู้เย็นทิ้งไว้ 1 คืน 

ครัวซองต์เนยสด

           วันต่อมาก็นำออกมารีดให้เป็นแผ่นบาง หนาประมาณ 3 มิลลิเมตร (ส่วนตัวผมแนะนำให้รีดเป็นแผ่นบางกว่านั้นอีกเล็กน้อย เพื่อเวลาม้วนแป้งจะทำให้ม้วนได้ง่ายและแน่นขึ้น) 

ครัวซองต์เนยสด

ครัวซองต์เนยสด
           ส่วนขนาดของครัวซองต์โดยปกติแล้ว จะมีความยาวมากเป็น 2 เท่าของความกว้างหรือฐาน ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าเราวัดขนาดความสูงของครัวซองต์เท่ากับ 6 นิ้ว ความกว้างหรือฐานก็จะอยู่ที่ประมาณ 3 นิ้ว เป็นต้น

          เคล็ดลับ : เรื่องขนาดไม่ได้กำหนดตายตัวนะครับ ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน อย่างในรูปผมวัดขนาดความสูงไว้ที่ 6.5 นิ้ว ส่วนความกว้างก็ประมาณเกือบ ๆ จะ 4 นิ้ว

ครัวซองต์เนยสด

ครัวซองต์เนยสด
           ส่วนวิธีขึ้นรูปครัวซองต์ให้ใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งกดที่ฐานเอาไว้ ส่วนมือข้างที่เหลือให้ดึงแป้งด้านยาวออกไป จากนั้นให้ยืดมุมแป้งด้านล่างทั้งสองข้างออกเล็กน้อย แล้วใช้ปลายนิ้วทั้งสองข้างม้วนแป้งขึ้นไปจนสุด โดยให้ปลายยอดแหลมทับอยู่ด้านล่าง

          เคล็ดลับ : ถ้าแป้งอ่อนตัวมากหรือเนยเริ่มละลายให้เอาไปแช่ตู้เย็นสักพักแล้วจึงค่อยนำมาขึ้นรูป

ครัวซองต์เนยสด
           นำครัวซองต์ไปเรียงใส่ถาด พักให้แป้งขึ้นจนได้ที่ 

          เคล็ดลับ : ระยะเวลาในการพักแป้งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิห้องขณะนั้น ถ้าห้องอุ่นครัวซองต์ก็จะขึ้นเร็ว สังเกตุได้จากครัวซองต์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น ชั้นที่ม้วนไว้ก็จะขยายออกมาเป็นชั้น ๆ อย่างเห็นได้ชัด)การอบ  ให้ตั้ง

ครัวซองต์เนยสด

ครัวซองต์เนยสด
           จากนั้นทาไข่แล้วนำไปอบที่อุณหภูมิไว้ที่ 180 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 20 นาที โดยเมื่อครบ 10 นาทีแรก ให้กลับถาดครั้งหนึ่ง และอบต่ออีกประมาณ 10 นาที หรือจนกว่าสีจะสุกเหลืองจนทั่ว

ครัวซองต์เนยสด

ครัวซองต์เนยสด
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14  (5 กันยายน พ.ศ. 2181 – 1 กันยายน พ.ศ. 2258) พระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศสและนาวาร์ ทรงครองราชย์เมื่อมีพระชนมายุได้เพียง 5 ชันษา เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 ของราชวงศ์บูร์บงแห่งราชวงศ์กาเปเตียงเสวยราชสมบัติเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2186 และทรงครองราชย์นานถึง 72 ปี นับเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในยุโรป

พระราชประวัติ

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระนามเดิมว่า หลุยส์-ดิเยอดอนเน (Louis-Dieudonné) สมัยประทับอยู่ที่พระราชวังแซงต์-แชร์แมง-ออง-เลย์ (วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1638) ต่อมามีพระนามว่า เลอรัว-โซแลย (le Roi-Soleil) ซึ่งแปลว่า สุริยกษัตริย์ เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1715 เมื่อพระองค์ประทับที่แวร์ซายส์ (Versailles) และพระนามต่อมาคือ หลุยส์ เลอ กรองด์ (Louis le Grand) แปลว่าหลุยส์ผู้ยิ่งใหญ่ เริ่มใช้วันที่ 14 เมษายนค.ศ. 1643 จนกระทั่งพระองค์สวรรคต พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นพระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศส แลพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งนาวาร์ พระองค์มีเชื้อสายทั้งราชวงศ์บูร์บงและราชวงศ์กาเปเตียง พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ครองราชย์เป็นเวลา 72 ปี จัดว่าเป็นผู้ที่ครองประเทศฝรั่งเศสนานที่สุด อีกทั้งยังเป็นพระมหากษัตริย์ในที่ครองราชย์นานที่สุดในยุโรปอีกด้วย
พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ไม่กี่เดือนก่อนวันครบรอบวันพระราชสมภพ ซึ่งจะมีพระชันษา 5 ปี แต่สมัยนั้น (ค.ศ. 1648 - ค.ศ. 1652) มีกบฏฟรองด์ (Fronde) ทำให้หน้าที่ของพระองค์มีอย่างเดียวคือ ควบคุมรัฐบาล เนื่องจากนายกรัฐมนตรี เลอ คาร์ดินาล มาซาแร็ง (le Cardinal Mazarin) หรือสังฆราชมาซาแร็ง เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1661 ออย่างไรก็ตามพระองค์ไม่แต่งตั้งผู้ใดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและประกาศว่า จะบริหารประเทศด้วยพระองค์เอง หลังจากคณะรัฐมนตรีของกอลแบรต์ (Colbert) ครบวาระ (หรือหมดอำนาจในการบริหารประเทศ) ในปี ค.ศ. 1683 และของลูวัร์ (คณะรัฐมนตรีของลูวัร์นี้ขึ้นตำแหน่งต่อจากลูแบร์) ครบวาระในปี ค.ศ. 1691
สมัยของพระองค์โดดเด่นในเรื่องโครงสร้างของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (สิทธิกษัตริย์ = เทพที่มาจากสวรรค์) ประโยชน์ของพระราชอำนาจอันเด็ดขาดของพระองค์ทำให้ความวุ่นวายต่างๆหมดสิ้นไปจากฝรั่งเศส อาทิเช่นเรื่องขุนนางก่อกบฏ (สมัยพระเจ้าหลุยส์ 14 ไม่มีขุนนางผู้ไหนกล้าก่อกบฏ เพราะพระองค์มีพระราชอำจนาจเด็ดขาด) เรื่องการประท้วงของสภา เรื่องการจลาจลของพวกนิกายโปรแตสแตนท์และชาวนา ซึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในฝรั่งเศสมานานเป็นเวลามากกว่า 1 ทศวรรษแล้ว
ขณะที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศส สวรรคต ขณะนั้นพระเจ้าหลุยส์ 14 มีพระชนมายุเพียง 5 ชันษา เนื่องจากพระองค์ยังทรงพระเยาว์มาก พระราชมารดาของพระองค์จึงทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทน โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ส่วนสังคราชมาซาแร็งเป็นผู้อุปถัมภ์พระเจ้าหลุยส์ ดิเยอดองเน ท่านรับผิดชอบด้านการศีกษาเพื่อที่จะให้พระเจ้าหลุยส์ขึ้นเป็นกษัตริย์ในอนาคต ซึ่งการศึกษานี้จะเน้นหนักไปด้านปฏิบัติ มากกว่าด้านความรู้ ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่า สังฆราชมาซาแร็งใช้อำนาจโดยผ่านลูกอุปถัมภ์ของท่านเอง ซึ่งก็คือหลุยส์ดิเยอดองเน สังฆราชมาซาแร็งถ่ายทอดความชื่นชอบในด้านศิลปะให้หลุยส์ดิเยอดองเนและสอนความรู้พื้นฐานด้านการทหาร, การเมืองและการทูต อีกทั้ง สังฆราชผู้นี้ยังนำหลุยส์ดิเยอดองเนเข้าร่วมในสภาเมื่อปี ค.ศ. 1650
พระองค์ได้ทรงลดทอนอำนาจของชนชั้นสูงที่เชี่ยวชาญในการรบ ด้วยมีรับสั่งให้พวกเขาเหล่านั้นรับใช้พระองค์เช่นเดียวกับเหล่าสมาชิกในราชสำนัก อันเป็นการถ่ายโอนอำนาจมายังระบบธุรการแบบรวมศูนย์ และทำให้พวกเขาเหล่านั้นกลายเป็นชนชั้นสูงที่ใช้สติปัญญา พระองค์ทรงดำริให้สร้างพระราชวังแวร์ซายส์ ขึ้นในอุทยาน โดยมีการจัดสวนให้เป็นรูปทรงเรขาคณิต พระราชวังแวร์ซายที่มีขนาดใหญ่นี้ตั้งอยู่ห่างออกไปราว 15 กิโลเมตรทางตะวันตกของกรุงปารีส ที่เมืองแวร์ซาย ในเขตปริมณฑลของกรุงปารีส

ครอบครัว

พระองค์ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระนางมารี-เทเรส แห่งสเปน (พ.ศ. 2181 - พ.ศ. 2226) พระธิดาของพระเจ้าฟิลิปป์ที่ 4 แห่งสเปน กับพระนางเอลิซาเบธ แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2145 - พ.ศ. 2187) ทรงมีโอรสธิดารวมห้าพระองค์:
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระสนมมากมาย ในจำนวนนั้น รวมถึงหลุยส์ เดอ ลา วาลลิแยร์, อองเจลลิก เดอ ฟงตองจ์, มาดาม เดอ มงต์เตสปอง และมาดาม เดอ มังเตอนง (ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงอภิเษกสมรสด้วยอย่างลับๆ ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของราชินี ในปี พ.ศ. 2227) ในวัยรุ่น พระองค์ได้ทรงรู้จักกับหลานสาวของพระคาร์ดินัลมาซารัง ชื่อมารี มองซีนี ความรักแบบเพื่อนของทั้งสองถูกขัดขวางโดยพระคาร์ดินัล ผู้ประสงค์ให้พระองค์อภิเษกสมรสกับราชนิกูลของประเทศสเปนเพื่อผลประโยชน์ของฝรั่งเศส และของตัวพระคาร์ดินัลเอง คนมักจะพูดกันว่านางสาวเดอ โบเวส์โชคดีมากที่ไม่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนก็ยังกังขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี พระเจ้าหลุยส์ยังทรงมีสัมพันธ์เป็นเวลายาวนานอีกกับเด็กสาวพนักงานซักรีดของพระราชวังลูฟ ด้วยความเจ้าชู้ของพระองค์ ต่อมาภายหลังได้มีรับสั่งให้สร้างบันไดลับไว้มากมายในพระราชวังแวร์ซายเพื่อจะได้สเด็จไปหาพระสนมของพระองค์ได้สะดวก ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้พวกเคร่งศาสนากลุ่มหนึ่งไม่พอใจ โบสซูเอต์ กับ มาดาม เดอ มังเตอนง จึงพยายามชักชวนให้พระองค์หันกลับมาสู่ความทรงคุณธรรมอีกครั้ง ซึ่งทำคนทั่วไปรู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของพระราชวังแวร์ซายได้ แต่ก็ทำให้ผู้บันทึกประวัติหลายคนรู้สึกเสียดาย
ปัญหาเรื่องพระพลานามัยที่ทรุดโทรมและปัญหาการหารัชทายาท ทำให้เกิดบรรยากาศเศร้าสลดขึ้นในช่วงปลายรัชสมัย พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระองค์ต้องสูญเสียพระโอรส เจ้าชายหลุยส์แห่งฝรั่งเศส (มกุฎราชกุมาร) ไปในปี พ.ศ. 2254 ในปีถัดมา ดยุคแห่งบูกอญจ์ ผู้เป็นพระราชนัดดา พร้อมด้วยโอรสองค์โตของดยุคพระองค์นี้ก็ได้สิ้นพระชนม์ลงอีกด้วยโรคฝีดาษ องค์มกุฎราชกุมารมีพระโอรสอีกสององค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นได้เป็นกษัตริย์ของสเปนภายใต้พระนามว่าฟิลลิปเปที่ 5 แห่งสเปน เป็นผู้ซึ่งปฏิเสธสิทธิในการขึ้นครองบัลลังก์ฝรั่งเศสที่สืบเนื่องมาจากสงครามชิงบัลลังก์ในสเปนภายใต้สนธิสัญญาอูเทรชต์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2257 ดยุคแห่งแบรี โอรสอีกพระองค์หนึ่งของมกุฎราชกุมารก็สิ้นพระชนม์ลงอีกด้วย ราชนิกูลชายผู้สืบเชื้ออย่างถูกต้องจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในขณะนั้นจึงได้แก่ดยุคแห่งอองจู พระโอรสองค์รองของเจ้าชายแห่งบูกอญจ์ ผู้เป็นเหลนของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประสูติเมื่อปีพ.ศ. 2253แต่ก็เป็นเด็กชายผู้มีพลานามัยเปราะบาง นอกเหนือจากดยุคแห่งอองจูผู้ซึ่งได้รับตำแหน่งมกุฎราชกุมารแล้ว ก็มีเจ้าชายผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจากพระองค์อยู่อีกไม่มากในสายมารดาอื่น พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงทรงตัดสินพระทัยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ราชวงศ์ด้วยการมอบสิทธิ์การขึ้นครองบัลลังก์ให้แก่เจ้าชายอีกสองพระองค์ด้วยเช่นกัน ได้แก่เจ้าชายหลุยส์ ออกุสต์ เดอ บูร์บง ดยุคแห่งเมน และเจ้าชายหลุยส์ อเล็กซองเดรอ เคาท์แห่งตูลูส พระโอรสอันชอบธรรมสองพระองค์ที่ประสูติแต่มาดาม เดอ มงต์เตสปอง
ครอบครัวพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2258 ด้วยโรคติดเชื้อจากแผลกดทับ พระองค์ได้ทรงประกาศก่อนสิ้นพระทัยว่า "ข้าจะไปแล้ว แต่รัฐของข้าจะคงอยู่ตลอดไป" รัชสมัยของพระองค์กินเวลา 72 ปี กับ 100 วัน พระศพถูกฝังไว้ที่บาซิลิก ซังต์ เดอนี ซึ่งหลุมพระศพนี้ถูกบุกรุกทำลายในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสในกาลต่อมา ดยุคแห่งอองจู เหลนของพระองค์ผู้มีพระชนม์เพียงห้าชันษาได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ต่อมา ภายใต้พระนามว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส โดยมีเจ้าชายฟิลิปป์ ดยุคแห่งออร์เลอง พระนัดดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นผู้สำเร็จราชการตลอดช่วงที่กษัตริย์ยังทรงพระเยาว์

การเมืองการปกครอง

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับองค์รัชทายาท
ช่วงรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั้นโดดเด่นด้วยการรังสรรค์วัฒนธรรมชั้นสูงของฝรั่งเศส ภาษาฝรั่งเศสได้กลายเป็นภาษาของคนชั้นสูง และภาษาทางการทูตในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ คริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศรัสเซีย
ในปี พ.ศ. 2217 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ซื้อหมู่เกาะมาร์ตีนีก มาจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ยึดเกาะนี้มาได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2178 ในปี พ.ศ. 2232 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทรงประกาศ"กฎดำ" ที่ให้อนุญาตให้มีทาสได้ในดินแดนอาณานิคม ผู้ที่ชื่นชมพระองค์ได้มองกฎดำนี้ว่าเป็นกฎที่ทำให้มีการค้าทาสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อจะได้จำกัดการกระทำทารุณกรรมต่อทาส และมอบสถานภาพทางสังคมให้แก่ทาส ซึ่งก่อนหน้านี้ เป็นได้เพียงทรัพย์สมบัติโดยตรงของเจ้าของทาส เฉกเช่นสิ่งของเครื่องใช้ และด้วยกฎนี้ พวกทาสสามารถมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ในจำนวนจำกัด มีสิทธิ์เกษียณอายุเมื่อถึงวัยชรา มีสิทธิ์ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากเจ้าของ และได้รับอาหารที่ดี กฎดำจึงกลายเป็นกรอบของสนธิสัญญาทาสในสมัยนั้น
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงเป็นที่รักและเคารพของประชาชนชาวฝรั่งเศส จากการที่พระองค์ทำให้ประเทศเกรียงไกรและแผ่ขยายอาณาเขตไปเป็นอันมาก อย่างไรก็ดี การตกอยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลาทำให้รัฐต้องขาดดุล และต้องเก็บภาษีอากรจากชาวไร่ชาวนาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อเล็กซิส เดอ ทอกเกอวิลล์ นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสได้แสดงความเห็นว่า การที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เปลี่ยนพวกชนชั้นสูงให้กลายเป็นข้าราชบริพารธรรมดา รวมทั้งยังเข้าพวกกับผู้ดีใหม่ที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้แต่ไม่ให้มีอำนาจทางการเมือง มีส่วนผลักดันให้เกิดความไม่มั่นคงในสเถียรภาพทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในเวลาต่อมา และเป็นชนวนก่อให้เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสในที่สุด
ในช่วงต้นของรัชสมัย ประเทศมหาอำนาจในยุโรปอีกประเทศหนึ่งคือประเทศสเปน ในขณะที่สหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอังกฤษ ได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจในช่วงปลายรัชสมัยของพระองค์

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ภาษาและศาสนาของประเทศฝรั่งเศส


ภาษาของประเทศฝรั่งเศส

ภาษาฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Français) เป็นหนึ่งในภาษากลุ่มโรมานซ์ที่สำคัญที่สุด เป็นรองเพียงภาษาสเปนและโปรตุเกสภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่มีคนนิยมเป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยเมื่อปี พ.ศ. 2542 มีคนพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาแม่ (ฟรองโกโฟน) ประมาณ 77 ล้านคน และเมื่อรวมคนที่พูดเป็นภาษาที่สองแล้วจะมีประมาณ 128 ล้านคน
ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการ และภาษาที่ใช้ปกครองในชุมชนต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ด้วย (เช่น สหภาพยุโรป ไอโอซี องค์การสหประชาชาติ และสหภาพสากลไปรษณีย์) ในสมัยก่อนภาษาฝรั่งเศสถือเป็นภาษาสากลที่แพร่หลายที่สุด โดยมีสถานะเฉกเช่นภาษาอังกฤษในปัจจุบัน หนังสือเดินทางของไทยก็เคยใช้ภาษาฝรั่งเศสควบคู่กับภาษาไทย

ศาสนาของประเทศฝั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศสให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ ๒และยิว ร้อยละ ๑

ประเพณีของฝรั่งเศส

เป็นประเพณีที่ยังนิยมกันมากในงานแต่งงาน คือการตัดคอขวดแชมเปญด้วยมีดโค้ง ประเพณีเกิดขึ้นในยุคของนโปเลียน เมื่อ Hussards อยากเปิดแชมเปญฉลองชัยชนะ ด้วยการใช้มีดโค้งตัดคอขวดออก จากคำจารึกกล่าวว่า Hussards, ซึ่งเป็นทหารม้า จะควบม้าด้วยความเร็ว ไปหาผู้หญิงซึ่งถือขวดแชมเปญ หรือไวน์ไว้ แล้วตัดคอขวดด้วยความเร็วและแม่นยำ

Christmas

ประเพณีดั้งเดิมของฝรั่งเศส ส่วนใหญ่เป็นวันหยุด การแสดงหุ่นกระบอกในวัน คริสมาตร์อีฟ เป็นงานที่เกิดเป็นประจำ ช่วงเที่ยงคืน ผู้คนจะไปที่โบสถ์เพื่อรำลึกถึงพระเจ้า หลังจากนั้นจะทานอาหารร่วมกัน ที่เรียกว่า ประเพณี le Réveillon ระลึกถึงการตื่น หรือเกิดใหม่ของพระคริสต์ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นอาจทำแตกต่างกันออกนิดหน่อย แต่ที่ต้องมีคือ ไก่งวง ไก่ ห่าน และ boudin blanc
เด็กๆเฝ้ารอ Père Noël (Santa Clause) และวางรองเท้าทิ้งไว้ข้างกองไฟ ในตอนเช้าจะมีของขวัญจะวางในนั้น ต้นไม้ถูกตกแต่งด้วยถั่ว และ ลูกอม นอกจากนี้ เด็กยังเชื่อว่า Père Fouettard จะมาลงโทษเด็กดื้อ

Easter

ในฝรั่งเศสเรียก Pâques เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของที่นี่ ซึ่งเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด โดยเฉพาะกลุ่มคาทอลิค ตามประเพณีแล้ว จะไม่มีการตีระฆังในวันพฤหัสก่อน Good Friday ตลอดหลายวันจะเงียบอยู่อย่างนั้น จนถึง Easter Sunday ทุกอย่างจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ระฆังดัง ผู้คนสวมกอด และจูบกัน

Flying Bells

เด็กๆที่นี่ไม่ได้รอไข่อีสเตอร์จากเจ้ากระต่ายน้อย ถ้าจะพูดให้ถูก ชาวฝรั่งเศส เชื่อว่า Flying Bells จะจากไปในวันพฤหัสก่อน Good Friday และพาเอาความทุกข์โศกต่อการจากไปของพระคริสต์เมื่อถูกตรึงกางเขน ไปพร้อมกับพวกมันด้วย พวกมันไปที่โรม เพื่อเข้าเฝ้าประสันตะปาปา ก่อนเดินทางกลับมาในเช้าวันอาทิตย์ หอบเอาช็อคโกแลตรูปไข่อีสเตอร์มาซ่อนไว้ตามสวน และรอบๆบ้านให้เด็กค้นหาอย่างสนุกสนาน

Poison d'Avril

เป็นชื่อของ French Easter Fish และมาในรูปของช็อคโกแลต ประเพณีเก่าแก่ นี้เกิดขึ้นย้อนหลังไปหลายศตวรรษ ในวันที่ 1 พฤษภาคม เป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่งที่เด็กๆจะพยายามเอาปลากระดาษ ไปแปะตามหลังของผู้ใหญ่ แล้ววิ่งหนีสุดชีวิต พร้อมตะโกนว่า “Poison d'Avril!!”,ซึ่งก็คล้ายๆกับ “April Fools!” นั่นเอง

Bastille Day

การฉลองปฏฺวัติรัฐประหาร มีขึ้นในวันที่ 14 กรกฎาคม เป็นงานฉลองที่มีสีสันมาก มีการจุดพลุ ขบวนพาเหรด และการร้องรำตามถนน
5-Week Holidays
ลูกจ้างทุกๆคนจะได้รับวันหยุดติดต่อกัน 5 สัปดาห์ในแต่ละปี และเดือนสิงหาคม คือวันหยุดยาวตามประเพณีของฝรั่งเศส ชาวฝรั่งเศสมักออกท่องเที่ยว แคมปิ้ง หรือ ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาว คนมันไปเล่นสกีกันที่ French Alps

ดอกไม้ประจำชาติฝรั่งเศส



สาธารณรัฐฝรั่งเศส ( Republique Francaise) :ดอกเนชันแนลฟลอร่า หรือ ไอริส
 
 
                เนชันแนลฟลอร่าของฝรั่งเศสคือดอกไอริส ความหมายของดอกไอริสค่อนข้างดีทีเดียว คือ ความเชื่อมั่น ปัญญา ความองอาจกล้าหาญ และถ้าหากมอบดอกไอริสให้กับใคร จะมีความหมายโดยนัยแฝงไว้ด้วยค่ะ ว่าความรู้สึกหรือมิตรภาพของคุณมีความหมายกับฉันมากเหลือเกิน