คาร์นิวัลเวนิส
งาน Venice Carnival หรือ Carnival a Venezia นั้นมีความเก่าแก่ย้อนกลับไปถึงยุคกลาง (ศตวรรษที่ 12) ได้รับการสืบสานจากลูกหลานชาวเวนิสมาจนถึงปัจจุบัน ระหว่างเทศกาล ชาวเมืองจะร่วมกันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ประดับประดาอย่างสวยสดงดงาม พร้อมสวมหน้ากาก ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากรูปคน หรือรูปสัตว์ ออกมาประชันโฉมกันที่จตุรัสประจำเมือง ลานวิหารสำคัญของเมือง สะพานข้ามคลอง ท่าเทียบเรือ หรือแม้แต่บนเรือกอนโดลา (Gondola) สร้างสีสันให้แก่เมืองเกาะอย่างเวนิสยิ่งนัก
เทศกาลนี้จัดขึ้นนานเป็นสัปดาห์ โดยในแต่ละปี จะจัดขึ้นภายใต้ธีมต่างๆ ไม่ซ้ำกันทำให้นักท่องเที่ยวและชาวเมืองนับแสนต่างเฝ้าคอยที่จะชมความแปลกใหม่ที่จะเกิดขึ้นทุกปี
งานเทศกาลประจำปีคาร์นิวัลในเมืองเวนิสของอิตาลี ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวานนี้ โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมงานนี้หลายพันคน เพื่อชมพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวและประชาชนท้องถิ่น ให้มาเดินเที่ยวตามถนนต่างๆ ของเมืองเวนิส พร้อมกับสวมหน้ากากและแต่งกายด้วยชุดแฟนซีย้อนยุค
แม้อิตาลีจะเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนว่า เทศกาลคาร์นิวัลในเมืองดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากปีนี้ประชาชนได้ทำหน้ากากขึ้นเอง โดยนายฌอง ฟิลิปป์ นักท่องเที่ยวจากกรุงปารีสของฝรั่งเศส ที่เดินทางมาเที่ยวเทศกาลคาร์นิวัลในเมืองเวนิส บอกว่า เขาไม่ต้องใช้เงินมากมาย และหน้ากากที่เขานำมาสวมใส่ แม่เป็นคนทำให้ สำหรับเทศกาลคาร์นิวัลในเมืองเวนิส จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อกว่า 1,000 ปีก่อน และในสมัยนั้นเป็นพิธีทางศาสนาของกลุ่มคนนอกรีต แต่ต่อมาได้กลายเป็นงานเทศกาลเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ซึ่งเทศกาลคาร์นิวัลในเมืองเวนิส จะมีขึ้นเป็นเวลา 10 วัน
วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559
JUN
12
งานเทศกาลดนตรีฝรั่งเศส — La Fête De La Musique
เทศกาลดนตรีฝรั่งเศสประจำปีหรืองานรื่นเริง de la musique ตามที่ทราบในประเทศฝรั่งเศสเป็นงานที่โดดเด่นที่นำทั่วประเทศมีชีวิตอยู่กับอาเรย์ที่กว้างใหญ่ของการแสดงดนตรีทั้งวันในแต่ละปี
แรงผลักดันเทศกาลดนตรี de ถูก Maurice Fleuret (นำไปข้างหน้าโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง Jack Lang) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการเพลงกลับในปี 1981 ได้เข้ามาความคิดของ"everyway เพลงและคอนเสิร์ตที่ไหนเลย" ความเข้าใจที่ห้าล้านหนุ่มชาวฝรั่งเศสเล่นเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งหรือร้องเพลงในหนึ่งคำอื่น ๆ ในสอง, Fleuret เสนอเป็นหลักเพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงความฝันของพวกเขาและนำไปใช้ถนนปฏิบัติสิ่งที่พวกเขาต้องการที่จะดำเนินการ
เหตุการณ์แรกที่เปิดตัวในฤดูร้อนของอายัน 21 มิถุนายน 1982 ภายใต้สโลแกนของ"เพลงเล่นเพลงฉลอง" นักดนตรีมืออาชีพและมือสมัครเล่นเหมือนกันเอาขึ้นป้ายโฆษณาส่วนใหญ่เป็นธรรมชาติและแสดงดนตรีแจ๊ส, ร็อคและเพลงแบบเดิมควบคู่ไปกับคลาสสิกนักแสดงทั้งหมดในงานหนึ่งคนดี' พวกเขายังไม่ได้ดูหลังตั้งแต่
เหตุการณ์ตอนนี้เป็นความสุขล้านคนทั่วประเทศฝรั่งเศสและได้กลายเป็นแหล่งที่มาของสถานที่สำหรับผู้เข้าชม ในทางปฏิบัติเมืองทั่วทุกประเทศของศิลปินทุกประเภทใช้เวลาในการดำเนินการถนนและถุงเท้าของตนออกไปในขณะที่ทุกคนอื่น boogies ลงมา หินทั้งประเทศ! โดยเฉพาะในจุดดังกล่าว Nice, บอร์โดซ์และปารีสซึ่งลักษณะของเมืองให้ยืมตัวเองเก่งกับการแสดงดังกล่าว
การแสดงจะเสียค่าใช้จ่ายค่าสิทธิถูกระงับสำหรับวันที่และเหตุการณ์โดยรวมได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางโดยสื่อโทรทัศน์ยังฝรั่งเศสที่มีบางส่วนของศิลปินที่มีประสิทธิภาพสำคัญตลอดจนครอบคลุมเหตุการณ์ที่มีขนาดเล็ก ถ้าคุณต้องการทราบสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ในเมืองสำคัญของฝรั่งเศสมีเว็บไซต์ภาษาฝรั่งเศสซึ่งจะแสดงรายการสิ่งที่แสดงบนสถานที่ : งานรื่นเริง – de – la –musique.cityvox.com และคุณยังสามารถที่มาข้อมูลผ่านทางสำนักงานการท่องเที่ยวในประเทศฝรั่งเศส เหล่านี้มันสำคัญที่จะไม่คาดหวังว่าจะมากที่สุดเท่าที่จะไม่ทำหน้าที่เป็นมืออาชีพที่สำคัญพวกเขามักจะเป็นผู้ที่อาจไม่ได้รับอิทธิพลปกติโอกาสที่จะทำลายและเป็นธุรกิจที่มีเพื่อ movers แน่นในการจับเพลงอุตสาหกรรม มีการกระทำที่ดำเนินการที่เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศฝรั่งเศสเช่น Tokio Hotel และ Joachim Garraud ผู้เล่น 2007 เพียงไม่ได้คาดหวังหรือ Duffy Oasis เพื่อเปิดขึ้นเป็น
ไปพร้อมกับกรอบด้านขวาของใจและคุณจะไม่สามารถล้มเหลวเพื่อฟังเพลงจากวันที่เต็มไปยาวเหยียดเข้าไปในฤดูร้อนชื่นใจคืน สถานที่จัดงานกลางแจ้งเช่นพอร์ต de Nice, การสั่นกับคนเต้นในเย็นที่อบอุ่นทำให้ประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างมหาศาลถึงแม้คุณจะไม่เข้าใจคำของสิ่งที่ถูกร้อง
กรณีที่มีการส่งออกไปยังส่วนอื่น ๆ ของโลกและในน้อยกว่าสิบห้าปีเพลงรูปแบบของงานรื่นเริงde la ได้ปรากฏในกว่าร้อยประเทศในห้าทวีปรวมทั้งเมืองเช่น Berlin, Budapest, Barlecona, Liverpool, ลักเซมเบิร์ก, Rome, เนเปิลส์และกรุงปราก
วิธีแปลกที่ยอดเยี่ยมเช่นฉลองเทศกาลดนตรีดังกล่าวมีอยู่เฉพาะในขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ดูด้วยความอิจฉาในช่องทางมหัศจรรย์ที่อุดมสมบูรณ์ของความสามารถทางดนตรีในข้อเสนอใน ที่เราต้องไหลไม่ยอมอ่อนข้อดูเหมือนของศิลปินที่เมินเฉยผลิตกระแสนิยมที่อาศัยแผนภูมิทั่วโลกเรามีเพียง จำกัดการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญที่อาจจะฉลองงานศิลปะที่ที่เราอย่างชัดเจน Excel
12
งานเทศกาลดนตรีฝรั่งเศส — La Fête De La Musique
เทศกาลดนตรีฝรั่งเศสประจำปีหรืองานรื่นเริง de la musique ตามที่ทราบในประเทศฝรั่งเศสเป็นงานที่โดดเด่นที่นำทั่วประเทศมีชีวิตอยู่กับอาเรย์ที่กว้างใหญ่ของการแสดงดนตรีทั้งวันในแต่ละปี
แรงผลักดันเทศกาลดนตรี de ถูก Maurice Fleuret (นำไปข้างหน้าโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง Jack Lang) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการเพลงกลับในปี 1981 ได้เข้ามาความคิดของ"everyway เพลงและคอนเสิร์ตที่ไหนเลย" ความเข้าใจที่ห้าล้านหนุ่มชาวฝรั่งเศสเล่นเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งหรือร้องเพลงในหนึ่งคำอื่น ๆ ในสอง, Fleuret เสนอเป็นหลักเพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงความฝันของพวกเขาและนำไปใช้ถนนปฏิบัติสิ่งที่พวกเขาต้องการที่จะดำเนินการ
เหตุการณ์แรกที่เปิดตัวในฤดูร้อนของอายัน 21 มิถุนายน 1982 ภายใต้สโลแกนของ"เพลงเล่นเพลงฉลอง" นักดนตรีมืออาชีพและมือสมัครเล่นเหมือนกันเอาขึ้นป้ายโฆษณาส่วนใหญ่เป็นธรรมชาติและแสดงดนตรีแจ๊ส, ร็อคและเพลงแบบเดิมควบคู่ไปกับคลาสสิกนักแสดงทั้งหมดในงานหนึ่งคนดี' พวกเขายังไม่ได้ดูหลังตั้งแต่
เหตุการณ์ตอนนี้เป็นความสุขล้านคนทั่วประเทศฝรั่งเศสและได้กลายเป็นแหล่งที่มาของสถานที่สำหรับผู้เข้าชม ในทางปฏิบัติเมืองทั่วทุกประเทศของศิลปินทุกประเภทใช้เวลาในการดำเนินการถนนและถุงเท้าของตนออกไปในขณะที่ทุกคนอื่น boogies ลงมา หินทั้งประเทศ! โดยเฉพาะในจุดดังกล่าว Nice, บอร์โดซ์และปารีสซึ่งลักษณะของเมืองให้ยืมตัวเองเก่งกับการแสดงดังกล่าว
การแสดงจะเสียค่าใช้จ่ายค่าสิทธิถูกระงับสำหรับวันที่และเหตุการณ์โดยรวมได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางโดยสื่อโทรทัศน์ยังฝรั่งเศสที่มีบางส่วนของศิลปินที่มีประสิทธิภาพสำคัญตลอดจนครอบคลุมเหตุการณ์ที่มีขนาดเล็ก ถ้าคุณต้องการทราบสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ในเมืองสำคัญของฝรั่งเศสมีเว็บไซต์ภาษาฝรั่งเศสซึ่งจะแสดงรายการสิ่งที่แสดงบนสถานที่ : งานรื่นเริง – de – la –musique.cityvox.com และคุณยังสามารถที่มาข้อมูลผ่านทางสำนักงานการท่องเที่ยวในประเทศฝรั่งเศส เหล่านี้มันสำคัญที่จะไม่คาดหวังว่าจะมากที่สุดเท่าที่จะไม่ทำหน้าที่เป็นมืออาชีพที่สำคัญพวกเขามักจะเป็นผู้ที่อาจไม่ได้รับอิทธิพลปกติโอกาสที่จะทำลายและเป็นธุรกิจที่มีเพื่อ movers แน่นในการจับเพลงอุตสาหกรรม มีการกระทำที่ดำเนินการที่เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศฝรั่งเศสเช่น Tokio Hotel และ Joachim Garraud ผู้เล่น 2007 เพียงไม่ได้คาดหวังหรือ Duffy Oasis เพื่อเปิดขึ้นเป็น
ไปพร้อมกับกรอบด้านขวาของใจและคุณจะไม่สามารถล้มเหลวเพื่อฟังเพลงจากวันที่เต็มไปยาวเหยียดเข้าไปในฤดูร้อนชื่นใจคืน สถานที่จัดงานกลางแจ้งเช่นพอร์ต de Nice, การสั่นกับคนเต้นในเย็นที่อบอุ่นทำให้ประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างมหาศาลถึงแม้คุณจะไม่เข้าใจคำของสิ่งที่ถูกร้อง
กรณีที่มีการส่งออกไปยังส่วนอื่น ๆ ของโลกและในน้อยกว่าสิบห้าปีเพลงรูปแบบของงานรื่นเริงde la ได้ปรากฏในกว่าร้อยประเทศในห้าทวีปรวมทั้งเมืองเช่น Berlin, Budapest, Barlecona, Liverpool, ลักเซมเบิร์ก, Rome, เนเปิลส์และกรุงปราก
วิธีแปลกที่ยอดเยี่ยมเช่นฉลองเทศกาลดนตรีดังกล่าวมีอยู่เฉพาะในขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ดูด้วยความอิจฉาในช่องทางมหัศจรรย์ที่อุดมสมบูรณ์ของความสามารถทางดนตรีในข้อเสนอใน ที่เราต้องไหลไม่ยอมอ่อนข้อดูเหมือนของศิลปินที่เมินเฉยผลิตกระแสนิยมที่อาศัยแผนภูมิทั่วโลกเรามีเพียง จำกัดการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญที่อาจจะฉลองงานศิลปะที่ที่เราอย่างชัดเจน Excel
วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559
วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559
มิลาน(Milan) เมืองแห่งอดีตและอนาคต
“ มิลาน (Milan) ” หรือที่คนอิตาเลียนเรียกว่า “ มิลาโน่ (Milano) ”เป็นเมืองหลวงทางแฟชันของโลกแข่งกับปารีสในประเทศฝรั่งเศส เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจของอิตาลี
นอกจากนั้นยังมีภาพวาดเฟรสโก้ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และโรงละครโอเปร่าอันลือชื่อ วันนี้เราจะพาไปเดินเล่นรอบเมืองมิลานกัน
จุดแรกสุดที่ต้องแวะชมก่อนคือมหาวิหารแห่งเมืองมิลาน หรือที่เรียกว่า “ ดูโอโม (Duomo) ” ชื่อนี้ไว้ใช้เรียกมหาวิหารประจำเมือง แทบจะมีดูโอโม่ทุกเมืองที่สำคัญ ๆ เลย น่าจะเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนในเมือง ดูโอโม่ที่เมืองนี้สร้างในสถาปัตยกรรมแบบโกธิก เป็นมหาวิหารที่ใหญ่เป็นอับดับสองรองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงวาติกัน
มหาวิหารแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1386 แต่มาแล้วเสร็จ 400 กว่าปีหลังจากนั้น คือในปี ค.ศ.1813 ด้านนอกเป็นยอดแหลม 135 ยอด จึงมีชื่อเล่นว่า “ มหาวิหารเม่น ” มีรูปสลักหินอ่อนจากยุคต่าง ๆ ประดับอยู่กว่าสามพันรูป
ยอดที่สูงที่สุดประดับด้วยรูปสลักพระแม่มาเรียสูง 4 เมตร หุ้มด้วยทองคำทั้งองค์ มีชื่อเรียกว่า “ มาดอนนิน่า (Madonnina) ”
ภายในมหาวิหารดูเรียบง่าย แต่โอ่อ่ากว้างขวาง ตามแบบโกธิก ด้านหน้ามหาวิหารจะเป็นลานกว้าง เรียกว่า “ ปิอาซซ่า เดล ดูโอโม (Piazza del Doumo) ” เป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งชุมนุมของผู้คนมาทุกยุคสมัย
ด้านข้างของจตุรัสหน้าดูโอโมทางทิศเหนือ จะเห็นทางเข้า “ กัลเลเรีย วิตโตรีโอ เอมานูเอล ” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าที่หรูหราอลังการแห่งเมืองมิลาน ภายในห้างเป็นโดมแก้ว มีห้างร้านต่าง ๆ มากมาย คล้ายกับอีกแห่งที่เมืองเนเปิลส
ทะลุออกมาอีกด้านจะเจอโรงอุปรากรชื่อก้องโลก “ ลา สกาล่า (Teatro alla Scala) ” แห่งเมืองมิลาน สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1776-1778 ฝันอยากได้ไปดูอุปรากรที่โรงนี้ซักหนในชีวิต จะมีโอกาสป่าวน้อ
ข้างนอกดูงั้น ๆ แต่ข้างในสุดแสนจะเลิศหรูอลังการ ..
ใครรู้จักบุคคลในภาพบ้าง ถ้ารู้จักหมดแสดงว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ดนตรีคลาสสิกคนหนึ่งเลย
ด้านหน้าลา สกาล่า เป็นลานอีกแล้ว เรียกว่า “ ปิอาซซ่า เดลลา สกาลา ” มีรูปปั้นของศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งของโลก คือ “ ลีโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci) ”
ในยุคนั้น เจ้าผู้ปกครองเมืองมิลานได้ว่าจ้างลีโอนาร์โดชาวเมืองฟลอเรนซ์ ให้มาผลิตผลงานที่เมืองมิลานแทน อยู่ฟลอเรนซ์ลำบาก ศิลปินดัง ๆ เยอะแยะอย่างเช่นมิเคลันเจโล หลบมาอยู่มิลานดีกว่า ไม่ค่อยมีคู่แข่ง ผลงานชิ้นสำคัญก้องโลกคือภาพวาดปูนเปียกที่ชื่อว่า “ The Last Supper ” อยู่ในเมืองมิลานนี่เอง ที่ “ โบสถ์ซานตา มาเรีย เดลเล กราเซีย (Santa Maria delle Grazie) ” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ เป็นแห่งเดียวในมิลานที่ถูกกำหนดให้เป็นมรดโลก
จุดสำคัญแห่งหนึ่งในเมืองมิลานคือ “ ปราสาทสฟอร์เซสโก้ (Castello Sforzesco) ” เคยเป็นป้อมปราการของพวกตระกูลวิสคอนติ (Visconti) ต่อมาเป็นที่พำนักของผู้นำเผด็จการในช่วงศตวรรษที่ 15 คือตระกูลสฟอร์ซา (Sforza)
ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์หลายแห่งที่สำคัญ
จริง ๆ แล้ว มิลานไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว แต่เป็นเมืองธุรกิจมากกว่า คนที่มาเมืองนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจหรือนักช้อปตัวยงมากกว่า “ ตึกพิเรลลี่ (Pirelli Tower) ” เป็นตึกที่สูงที่สุดในมิลานและเคยสูงที่สุดในอิตาลีด้วย
แฟนฟุตบอลอิตาลีอาจจะอยากชมสนามบอลซานซิโร ซึ่งเป็นสนามเหย้าของทั้งทีมเอซีมิลานและอินเตอร์มิลาน แต่ต้องนั่งรถออกไปจากตัวเมืองนะครับถ้าจะไปชมสนามหรือชมการแข่งขันที่สนามนี้
วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร (พระนครศรีอยุธยา)
วันนี้จะพาไปเที่ยวไทยบรรยากาศแบบยุโรปกันที่ วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้า มกับพระราชวังบางปะอิน หลังจากเที่ยวชมพระราชวังบางปะอิน นักท่องเที่ยวสามารถนั่งกระเช้าข้ามแม่น้ำไปเยี่ยมชมวัดนี้ได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างวัดนี้เมื่อ พ.ศ.2419 เพื่อใช้เป็นที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ขณะเสด็จประทับที่พระราชวั งบางปะอิน วัดนี้มีลักษณะพิเศษคือ มีการตกแต่งเป็นแบบตะวันตกพระอุโบสถคล้ายกับโบสถ์ฝรั่งในศาสนาคริสต์ มีหลังคายอดแหลมและช่องหน้าต่างเจาะโค้งแบบโกธิค
วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร
วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่ง เป็นศิลปะแบบโกธิค (Gothic)
วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร
ผนังอุโบสถเหนือหน้าต่างด้านหน้าพระประธานประดับกระจกสีเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระประธาน“พระพุทธนฤมลธรรโมภาส” ทำเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนในโบสถ์คริสต์ศาสนา ด้านขวามือของพระอุโบสถนั้นมีหอประดิษฐานพระคันธารราฐซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางขอฝน ตรงข้ามกับหอพระคันธารราฐเป็นหอประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาเก่าแก่ปางนาคปรกอันเป็นพระพุทธรูปสมัยลพบุรีฝีมือช่างขอมอายุเก่านับพันปี พระนาคปรกนี้อยู่ติดกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ใหญ่ที่แผ่กิ่งไปทั่วบริเวณหน้าพระอุโบสถ
วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร
ถัดไปไม่ไกลนักมีสวนหิน “ดิศกุลอนุสรณ์” ซึ่งรวบรวมหินชนิดต่างๆ เช่น หินปูน หินทราย หินกรวด หินชนวน และยังเป็นสถานที่บ รรจุอัฐิของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และอัฐิของเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอกในรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระมารดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และมีอัฐิของเจ้านายราชสกุลดิศกุลอีกหลายองค์
วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร
พระอุโบสถของวัดนั้นสร้างเลียนแบบโบสถ์ในคริสต์ศาสนา โดยภายในประดิษฐาน "พระพุทธนฤมลธรรโมภาส" เป็นพระประธาน ออกแบบโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ โดยลักษณะที่ผสมผสานศิลปะแบบประเพณีนิยม และศิลปะแบบตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายสามัญชน นอกจากนี้ บริเวณฐานชุกชีก็มีลักษณะเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนแบบโบสถ์
พระราชวังบางปะอิน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
| พระราชวังบางปะอิน | |
|---|---|
| Bang Pa In Royal Palace | |
| ข้อมูลทั่วไป | |
| ประเภท | พระราชวัง |
| ที่ตั้ง | ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา |
| ประเทศ | ประเทศไทย |
| การก่อสร้าง | |
| ปีสร้าง | พ.ศ. 2175 |
| ผู้สร้าง | สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง |
| ผู้บูรณะ | พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว |
| ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว | |
| สิ่งที่น่าสนใจ | พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ศาลากลางน้ำในพระราชวัง |
พระราชวังบางปะอิน ตั้งอยู่ในตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ห่างจากเกาะเมืองลงมาทางทิศใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร[1]เป็นพระราชวังโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เนื่องจากเป็นที่ประสูติของพระองค์ ใช้เป็นสถานที่ที่ทรงใช้ประทับแรม ของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ด้วยเป็นพระราชวังใกล้พระนครนั่นเอง
หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระราชวังบางปะอินถูกปล่อยให้รกร้างมาระยะหนึ่ง แต่กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งโดยสุนทรภู่ซึ่งได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรีได้ประพันธ์ถึงพระราชวังบางปะอินไว้ในนิราศพระบาท จนกระทั่ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เริ่มการบูรณะพระราชวังขึ้น และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้บูรณะครั้งใหญ่ โดยสร้างพระที่นั่งพระตำหนัก และตำหนักต่าง ๆ ขึ้นมากมายเพื่อใช้เป็นที่ประทับรับรองพระราชอาคันตุกะ และพระราชทานเลี้ยงในโอกาสต่าง ๆ
ปัจจุบัน พระราชวังบางปะอินอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง และยังใช้เป็นสถานที่แปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย แต่ได้เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมได้ โดยต้องแต่งกายให้สุภาพ
ภูทอก บึงกาฬ
ภูทอก เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาศรีวิหาร (วัดภูทอก) อยู่ในอาณาเขตบ้านคำแคน ตำบลนาสะแบง จ.บึงกาฬ โดยมีพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ เป็นผู้ก่อตั้ง ในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว ภูทอก มี 2 ลูก คือภูทอกใหญ่และภูทอกน้อยส่วนที่นักแสวงบุญและ นักท่องเที่ยวทั่วไป สามารถชมได้คือ ภูทอกน้อย ส่วนภูทอกใหญ่อยู่ห่างออกไป ยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวชม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูทอก จุดเด่นของภูทอกก็คือ สะพานไม้และบันไดขึ้นชมทัศนียภาพรอบ ๆ ภูทอก ใช้เพียงแรงงานคนสร้าง บรรไดเวียนไปมา รอบภูทอกแบบ 360 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็มจากชั้น 1-7 จะมีบันไดไม้ให้เดินแบบ ตรงทอดยาวจนถึงจุดสูงสุดของ ยอดภูทอก และตั้งแต่ชั้นที่ 3 เป็นต้นไปนักท่องเที่ยวสามารถเดินชม แบบสะพานเวียน รอบเขาซึ่งจะได้เห็น มุมมองที่แตกต่างไปเรื่อย ๆ บันไดที่ทอดขึ้น สู่ยอดภูทอกนี้เปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำ สัตบุรุษ ให้พ้นโลกแห่งโลกียะ สู่โลกแห่ง โลกุตระหรือโลกแห่ง การหลุดพ้นด้วย ความเพียรพยายามและมุ่งมั่น ภูทอก ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยว ขึ้นในวันที่ 10 -16 เมษายน ของทุกปี
ในแต่ละย่างก้าวบันไดขึ้นภูทอกแบ่งออกเป็น 7 ชั้น แตกต่างกันดังนี้
ชั้นที่ 1-2 เป็นบันไดสู่ ชั้นที่ 3 ซึ่งเริ่มเป็นสะพานเวียนรอบเขา สภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหินลานหิน สุดทางชั้นที่ 3 มีทางแยก สองทาง ทางซ้ายมือ เป็นทางลัดไปสู่ชั้นที่ 5 ได้เลย ซึ่งเป็นทางชันมาก ผ่านซอกหินที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์ ทางขวามือ เป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4
ชั้นที่ 4 เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกัน เรียกว่า "ดงชมพู" ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิบ มีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะมีฝูงกา มาอาศัย อยู่มาก จึงเรียกกันว่า "ภูรังกา" แล้วเพี้ยนมาเป็น "ภูลังกา" ในที่สุด ส่วนบนชั้นที่ 4 นี้ จะเป็นที่พักของแม่ชีรอบชั้นมีระยะทาง ประมาณ 400 เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะ ๆ
ชั้นที่ 5 หรือชั้นกลาง ถือว่าเป็นชั้นที่สำคัญที่สุด จะมีศาลาขนาดใหญ่ พระพุทธรูป กุฏิพระ และเป็นที่เก็บสังขารของพระอาจารย์ จวนด้วย พื้นที่สะอาดกว้างขวาง ดูแล้วร่มเย็นมาก เหมาะสำหรับการนั่งสวดมนต์ปฏิบัติธรรมสำหรับนักแสวงบุญ หรือผู้ที่ใฝ่หาความสงบ ตลอดตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายจุด เช่น ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว ถ้ำฤาษี ฯลฯ มีที่ให้นั่งพักสำหรับความอ่อนล้า ระหว่างทางเดิน เป็นระยะ ถ้าเดินมาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พุทธวิหารอันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีลักษณะแปลกและ น่าอัศจรรย์ที่สุดคล้าย ๆ กับพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า คือ เป็นหินแยกตัวออกมาจากหินก้อนใหญ่ แต่ไม่ตกลงมา เพราะตั้งอยู่อย่าง ได้ฉากกับพื้นโลกพอดี ปัจจุบันมีสะพานไม้เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินกับพุทธวิหาร มองออกไปจะ เห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่าง ชัดเจน และมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ 6 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา
ชั้นที่ 6 จะเป็นจุดชมวิวิที่สวยที่สุด ตลอดทางเดินจะเป็นหน้าผายื่นออกมาทำให้ในบางครั้งเวลาเดินต้องเบี่ยงตัวออกมาเล็กน้อย โดยแต่ละจุดก็จะมีชื่อของหน้าผาที่แตกต่างกัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต เป็นต้น ในช่วงฤดูหนาวจะ มีทะเลหมอก ลอยอยู่รอบ ๆ ยอดเขา ทำให้เหมือนอยู่บนสวรรค์ จากชั้นที่ 6 สู่ชั้นที่ 7 เป็นสะพานไม้เวียนรอบเขายาว 400 เมตร เกาะติดอยู่ริม หน้าผา สูงชันดูน่าหวาดเสียวอันตราย มีความยาว 400 เมตร สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และน่าชมที่สุดของชั้นนี้คือ ปากทางเข้าเมืองพญานาค ซึ่งอยู่หลังพระปางนาคปรก มีจุดให้สังเกตคือ มีรอยสีขาวขูดติดกับหินปูน ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นรอยถลอกที่เกิดจากท้องพญานาคสัมผัส กับหิน และมีบ่อน้ำเล็ก ๆ มีน้ำขังอยู่เกือบตลอดปี
ชั้นที่ 7 จะมีบันไดไม้พาดขึ้นมา เมื่อเดินขึ้นบันไดผ่านมาแล้วจะเจอทางแยก 2 ทางเพื่อขึ้นไปบนดาดฟ้าชั้น 7 ทางแรกเป็นทางชัน ต้องเกาะ เกี่ยวกิ่งไม้และรากไม้เดินลำบาก แถมยังมีป้ายบอกให้ "ระวังงู" ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีอยู่มากบนยอดภูแห่งนี้ด้วย ควรใช้อีกทาง หนึ่งซึ่งเป็น ทางอ้อมต้อง เดินเวียนไปทางขวามือ แต่ก็จะมาบรรจบกันด้านบนชั้น 7 หรือดาดฟ้า ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม่ทึบธรรมดา มีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่
ชั้นที่ 4 เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกัน เรียกว่า "ดงชมพู" ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิบ มีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะมีฝูงกา มาอาศัย อยู่มาก จึงเรียกกันว่า "ภูรังกา" แล้วเพี้ยนมาเป็น "ภูลังกา" ในที่สุด ส่วนบนชั้นที่ 4 นี้ จะเป็นที่พักของแม่ชีรอบชั้นมีระยะทาง ประมาณ 400 เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะ ๆ
ชั้นที่ 5 หรือชั้นกลาง ถือว่าเป็นชั้นที่สำคัญที่สุด จะมีศาลาขนาดใหญ่ พระพุทธรูป กุฏิพระ และเป็นที่เก็บสังขารของพระอาจารย์ จวนด้วย พื้นที่สะอาดกว้างขวาง ดูแล้วร่มเย็นมาก เหมาะสำหรับการนั่งสวดมนต์ปฏิบัติธรรมสำหรับนักแสวงบุญ หรือผู้ที่ใฝ่หาความสงบ ตลอดตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายจุด เช่น ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว ถ้ำฤาษี ฯลฯ มีที่ให้นั่งพักสำหรับความอ่อนล้า ระหว่างทางเดิน เป็นระยะ ถ้าเดินมาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พุทธวิหารอันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีลักษณะแปลกและ น่าอัศจรรย์ที่สุดคล้าย ๆ กับพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า คือ เป็นหินแยกตัวออกมาจากหินก้อนใหญ่ แต่ไม่ตกลงมา เพราะตั้งอยู่อย่าง ได้ฉากกับพื้นโลกพอดี ปัจจุบันมีสะพานไม้เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินกับพุทธวิหาร มองออกไปจะ เห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่าง ชัดเจน และมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ 6 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา
ชั้นที่ 6 จะเป็นจุดชมวิวิที่สวยที่สุด ตลอดทางเดินจะเป็นหน้าผายื่นออกมาทำให้ในบางครั้งเวลาเดินต้องเบี่ยงตัวออกมาเล็กน้อย โดยแต่ละจุดก็จะมีชื่อของหน้าผาที่แตกต่างกัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต เป็นต้น ในช่วงฤดูหนาวจะ มีทะเลหมอก ลอยอยู่รอบ ๆ ยอดเขา ทำให้เหมือนอยู่บนสวรรค์ จากชั้นที่ 6 สู่ชั้นที่ 7 เป็นสะพานไม้เวียนรอบเขายาว 400 เมตร เกาะติดอยู่ริม หน้าผา สูงชันดูน่าหวาดเสียวอันตราย มีความยาว 400 เมตร สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และน่าชมที่สุดของชั้นนี้คือ ปากทางเข้าเมืองพญานาค ซึ่งอยู่หลังพระปางนาคปรก มีจุดให้สังเกตคือ มีรอยสีขาวขูดติดกับหินปูน ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นรอยถลอกที่เกิดจากท้องพญานาคสัมผัส กับหิน และมีบ่อน้ำเล็ก ๆ มีน้ำขังอยู่เกือบตลอดปี
ชั้นที่ 7 จะมีบันไดไม้พาดขึ้นมา เมื่อเดินขึ้นบันไดผ่านมาแล้วจะเจอทางแยก 2 ทางเพื่อขึ้นไปบนดาดฟ้าชั้น 7 ทางแรกเป็นทางชัน ต้องเกาะ เกี่ยวกิ่งไม้และรากไม้เดินลำบาก แถมยังมีป้ายบอกให้ "ระวังงู" ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีอยู่มากบนยอดภูแห่งนี้ด้วย ควรใช้อีกทาง หนึ่งซึ่งเป็น ทางอ้อมต้อง เดินเวียนไปทางขวามือ แต่ก็จะมาบรรจบกันด้านบนชั้น 7 หรือดาดฟ้า ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม่ทึบธรรมดา มีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
