วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

นางสงกรานต์59

กระทรวงวัฒนธรรมเปิดชื่อแล้ว นางสงกรานต์59 แล้วเผยเป็น มณฑาเทวี ขี่ลาเป็นพาหนะ ทำนายว่าน้ำน้อยแต่ประชาชนจะสุขสมบรูณ์
วันนี้ (11 มี.ค. 59 ) กระทรวงวัฒนธรรม ได้มีประกาศเผยแพร่ชื่อนางสงกรานต์ประจำปีพุทธศักราช 2559 แล้ว โดยในปีนี้นางสงกรานต์มีนามว่ามณฑาเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย หัตถ์ขวาทรงเหล็กแหลม หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จไสยาสน์ลืมเนตร(นอนลืมตา) มาเหนือหลังคัสพะ (ลา) เป็นพาหนะ
นางสงกรานต์59, ข่างสงกรานต์, มณฑาเทวี
ซึ่งจากลักษณะดังกล่าว มีการทำนายว่า ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะได้รับการยกย่องจากต่างประเทศ ถ้าวันพุธเป็นวันเนา ข้าวปลาอาหารจะแพง แม่หม้ายจะพลัดที่อยู่ ถ้าวันพุธเป็นวันเถลิงศก บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตจะมีความสุขสำราญ ปีนั้นฝนตกบ่ทั่วเมือง หัวปีมีมาก กลางปีน้อย ข้าวในนาจะได้ครึ่งเสียครึ่ง ของบริโภคจะแพง คนเกิดวันศุกร์มีเคราะห์ คนเกิดจันทร์และวันเสาร์มีโชค
ขณะที่วันเปลี่ยนพุทธศักราชใหม่นั้นปีนี้ จะตรงกับวันที่ 16 เมษายน เวลา 00 นาฬิกา 34 นาที 12 วินาที ปีนี้ วันเสาร์เป็นธงชัย วันพุธเป็นอธิบดี วันศุกร์เป็นอุบาทว์ วันศุกร์เป็นโลกาวินาศ ปีนี้ วันจันทร์เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 500 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 50 ห่า ตกในมหาสมุทร 100 ห่า
ตกในป่าหิมพานต์ 150 ห่า ตกในเขาจักรวาล 200 ห่า นาคให้น้ำ 20 ตัว เกณฑ์ธัญญาหารได้เศษ 6 ชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในภูมินาจะได้ผล 9 ส่วน เสีย 1 ส่วน ธัญญาหาร ผลาหาร มัจฉมังษาหารจะบริบูรณ์อุดมสมบูรณ์ ประชาชนทั้งหลายจะเป็นสุขสมบูรณ์แล เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีวาโย (ลม) น้ำน้อย.

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

วันสตรีสากล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติ

ประวัติความเป็นมา ของ "วันสตรีสากล" เกิดขึ้นจากกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พากันลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิของพวกเธอ แต่สุดท้ายกลับมีผู้หญิงถึง 119 คนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ด้วยการที่มีคนลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอนั่งชุมนุมกันอยู่ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1857 (พ.ศ. 2400)
จากนั้นในปี ค.ศ.1907 (พ.ศ. 2450) กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาทนไม่ไหวต่อการเอารัด เอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ของนายจ้างที่ใช้งานพวกเธอเยี่ยงทาส เนื่องจากกรรมกรหญิงเหล่านี้ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีประกันการใช้แรงงานใดๆ เป็นผลให้เกิดความเจ็บป่วยล้มตายตามมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่กลับได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด และหากตั้งครรภ์ก็ถูกไล่ออก
ความอัดอั้นตันใจจึงทำให้คลารา เซทคิน นักการเมืองสตรีสังคมนิยมชาวเยอรมัน ตัดสินใจปลุกระดมเหล่ากรรมกรสตรีด้วยการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้การเรียกร้องครั้งนี้ จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีแรงงานหญิงหลายร้อยคนถูกจับกุม แต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของคลารา เซทคิน และเป็นการจุดประกายให้สตรีทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น
ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1908 (พ.ศ. 2451) มีแรงงานหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวนทั่วเมืองนิวยอร์ก เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า "ขนมปังกับดอกกุหลาบ" ซึ่งหมายถึงการได้รับอาหารที่พอเพียงพร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง
จนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1910 (พ.ศ. 2453) ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม 8 คือ ยอมให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมงเป็นเวลาพักผ่อน พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย
ทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของคลารา เซทคิน ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันสตรีสากล

เทศกาลเช็งเม้ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เทศกาลเช็งเม้ง ในไต้หวัน
ชิงหมิง (qing-ming, อักษรจีนตัวเต็ม: 清明節, อักษรจีนตัวย่อ: 清明节, พินอิน: Qīngmíngjié) หรือ เช็งเม้ง, เชงเม้ง (ตามสำเนียงแต้จิ๋ว)หรือ "เฉ่งเบ๋ง" (ในสำเนียงฮกเกี้ยน) "เช็ง"หรือ"เฉ่ง" หมายถึง สะอาด บริสุทธิ์ และ "เม้ง"หรือ"เบ๋ง" หมายถึง สว่าง รวมแล้วหมายความถึง ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส รื่นรมย์
เช็งเม้งในประเทศจีน เริ่มต้นประมาณ 4-5 เมษายน ไปจนถึง 19-20 เมษายน เป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศจะคลายความหนาวเย็น เริ่มเข้าสู่ความอบอุ่น มีฝนตกปรอย ๆ มีบรรยากาศสดชื่น ท้องฟ้าใสสว่าง (เป็นที่มาของชื่อ เช็งเม้ง)
สำหรับในประเทศไทยเทศกาลเช็งเม้ง ถือวันที่ 5 เมษายนของทุกปีเป็นหลัก[ต้องการอ้างอิง] (บางปีจะเป็นวันที่ 4 เช่น เชงเม้งในปี 2559,2560) แล้วนับวันก่อนถึง 3 วัน และเลยไปอีก 3 วัน รวมเป็น 7 วัน (2 - 8 เมษายน) แต่ในปัจจุบันเนื่องจากมีปัญหาการจราจรคับคั่ง เลยขยายช่วงเวลาเทศกาลให้เร็วขึ้นอีก 3 สัปดาห์ (ประมาณ 15 มีนาคม - 8 เมษายน) แต่ในภาคใต้บางพื้นที่ เช่น จังหวัดตรังจะจัดเร็วกว่าที่อื่น 1 วัน ประมาณวันที่ 4 เมษายนของทุกปี
ประเพณีที่สำคัญมากที่สุดของของชาวจีน คือ ไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน ฮวงซุ้ย(แต้จิ๋ว) แต่คนฮกเกี้ยนเรียกว่า บ่องป้าย เป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยมีอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อ ที่เน้นเรื่องความกตัญญูเป็นสำคัญ

ตำนานการเกิดเช็งเม้ง

ในยุคชุนชิว องค์ชายฉงเอ่อแห่งแคว้นจิ้นหนีภัยออกนอกแคว้น ไปมีชีวิตตกระกำลำบากนอกเมือง โดยมีเจี้ยจื่อทุยติดตามไปดูแลรับใช้
เจี้ยจื่อทุยมีจิตใจเมตตาถึงขนาดเชือดเนื้อที่ขาของตนเป็นอาหารให้องค์ชายเสวยเพื่อประทังชีวิต ภายหลังเมื่อองค์ชายฉงเอ่อเสด็จกลับเข้าแคว้นและได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองแคว้น นาม จิ้นเหวินกง และได้สถาปนาตอบแทนขุนนางทุกคนที่เคยให้ความช่วยเหลือตน แต่ลืมเจี้ยจื่อทุยไป นานวันเข้าจึงมีคนเตือนถึงบุญคุณเจี้ยจื่อทุย จิ้นเหวินกงเพิ่งนึกขึ้นไป จึงต้องการตอบแทนบุญคุณเจี้ยจื่อทุย โดยจัดหาบ้านให้เขาและมารดาให้เข้ามาอยู่อย่างสุขสบายในเมือง แต่ทว่าเจี้ยจื่อทุยปฏิเสธ
จิ้นเหวินกงได้คิดแผนเผาภูเขา โดยหวังว่าเจี้ยจื่อทุยจะพามารดาออกมาจากบ้าน แต่ผลสุดท้ายกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด สองแม่ลูกกลับต้องเสียชีวิตในกองเพลิง ดังนั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงเจี้ยจื่อทุย จิ้นเหวินกงจึงมีคำสั่งให้วันนี้ของทุกปี ห้ามไม่ให้มีการก่อไฟ และให้รับประทานแต่อาหารสด ๆ และเย็น ๆ จนกลายเป็นที่มาของเทศกาลวันกินอาหารเย็น หรือ เทศกาลหันสือเจี๋ย (寒食节) ซึ่งเป็นวันสุกดิบก่อนวันเช็งเม้ง 1 วัน
เนื่องจากคนโบราณนิยมถือปฏิบัติกิจกรรมตามประเพณีวันหันสือเจี๋ยต่อเนื่องไปจนถึงวันเช็งเม้ง นานวันเข้าเทศกาลทั้งสองก็รวมเป็นวันเช็งเม้งวันเดียว การไหว้เจี้ยจื่อทุยจึงค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นการไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษแทน

ประเพณีการทำความสะอาดฮวงซุ้ย

เริ่มมาจากการที่พระเจ้าฮั่นเกาจู ปราบดาภิเษกและสถาปนาราชวงศ์ฮั่นขึ้นแล้ว เกิดระลึกถึงบุญคุณบิดา มารดาที่เสียชีวิตไปแล้วที่บ้านเกิด จึงเร่งรัดกลับบ้านเกิด แต่ทว่าป้ายชื่อของฮวงซุ้ยแต่ละที่เลือนรางเต็มทน จากสงคราม พระเจ้าฮั่นเกาจูจึงอธิษฐานต่อสวรรค์ด้วยการโปรยกระดาษสีขึ้นบนฟ้าแล้วให้ลมพัดปลิวไป ถ้ากระดาษตกที่ฮวงซุ้ยไหน ถือว่าเป็นฮวงซุ้ยของบิดา มารดาพระองค์ และเมื่อดูป้ายชื่อชัด ๆ แล้วก็พบว่าเป็นฮวงซุ้ยของบิดา มารดาพระองค์จริง ประเพณีการทำความสะอาดฮวงซุ้ยและโปรยกระดาษสีบนหลุมศพก็เริ่มมาจากตรงนี้เอง


ตุ๊กแกหางใบไม้ซาตานิค

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตุ๊กแกหางใบไม้ซาตานิค
ตุ๊กแกหางใบไม้ซาตานิคคัวผู้
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร:Animalia
ไฟลัม:Chordata
ชั้น:Reptilia
อันดับ:Squamata
อันดับย่อย:Gekkota
วงศ์:Gekkonidae
สกุล:Uroplatus
สปีชีส์:U. phantasticus
ชื่อทวินาม
Uroplatus phantasticus
Boulenger, 1888
แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์
ตุ๊กแกหางใบไม้ซาตานิค (อังกฤษSatanic leaf-tailed geckoชื่อวิทยาศาสตร์Uroplatus phantasticus) สัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง จำพวกตุ๊กแก จัดเป็นตุ๊กแกหางใบไม้ชนิดหนึ่ง
ตุ๊กแกหางใบไม้ซาตานิค พบกระจายพันธุ์เฉพาะบนเกาะมาดากัสการ์เท่านั้น เป็นตุ๊กแกที่มีลักษณะพิเศษ คือ สามารถพรางตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างดีเยี่ยม มีร่างกายที่บิดงอ ผิวหนังที่มีเส้นเลือดโปดปูน และส่วนหางที่แบนราบแลดูคล้ายใบไม้แห้งอย่างมาก ทำให้สามารถพรางตัวเป็นใบไม้แห้งได้อย่างแนบเนียน ผิวหนังมีหลายสีด้วยกัน เช่น สีเขียวมะกอก หรือสีน้ำตาลมีจุดดำกระจายอยู่ตามตัว ขนาดโตเต็มที่มีความยาวประมาณ 10-13 นิ้ว มีดวงตากลมใหญ่ไร้เปลือกตา โดยจะมีเพียงเยื่อใส ๆ ห่อหุ้มป้องกันดวงตาเท่านั้น ดวงตาสีน้ำตาลอมชมพู มีจุดสีแดงตรงกลาง
ตุ๊กแกหางใบไม้ซาตานิค เป็นสัตว์หากินในเวลากลางคืน โดยพฤติกรรมจะซุ่มอยู่นิ่ง ๆ เกาะอยู่ตามต้นไม้หรือใบไม้หรือมอสในพื้นที่ป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกของเกาะมาดากัสการ์ กินแมลง และแมงหลายชนิดเป็นอาหาร ในตัวที่มีขนาดลำตัวใหญ่อาจกินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่เช่น หนู หรือนกขนาดเล็กได้ด้วย
ทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติ
จำแนกเพศได้โดยการพิจารณาจากสีผิว ตัวเมียจะมีลำตัวสีเทา ขณะที่ตัวผู้จะเป็นสีน้ำตาลแกมเหลือง และมีปุ่มสองปุ่มคล้ายไข่บริเวณโคนหาง
ตุ๊กแกหางใบไม้ซาตานิค นิยมเลี้ยงกันเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับผู้ที่นิยมเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์แปลก โดยทำการเลี้ยงในตู้กระจกและปรับสภาพแวดล้อมเลียนแบบธรรมชาติเช่นเดียวกับสัตว์เลื้อยคลานลักษณะคล้ายกัน จัดเป็นตุ๊กแกที่เลี้ยงง่าย ไม่มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ผู้เลี้ยงสามารถป้อนอาหารให้กินด้วยมือได้ และสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้ในที่เลี้ยง โดยไข่ใช้เวลาฟักประมาณ 30 วัน และนานที่สุด คือ 90-120 วัน โดยสถานที่แรกที่สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ คือ สวนสัตว์ซานดิเอโก
ด้วยความแปลกทางรูปร่างตลอดจนพฤติกรรม ทำให้ตุ๊กแกหางใบไม้ซาตานิคได้กลายเป็นอินเทอร์เน็ตมีม โดยถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีลักษณะคล้ายกับมังกร ซึ่งเป็นสัตว์ในจินตนาการไม่มีอยู่จริง และถูกตัดต่อภาพให้มีปีกเหมือนกับมังกร

การเลิกทาสและไพร่ในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การเลิกทาส และ การเลิกไพร่ เป็นพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการยกเลิกระบบที่คนชั้นสูงตั้งขึ้น เพื่อกดขี่ราษฎรให้ทำงานรับใช้หรือส่งทรัพย์สินให้โดยไม่มีกำหนดว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

การเลิกทาส

ราคาทาส
อายุทาส (ปี)ชายหญิง
แรกเกิด5 บาท4 บาท
7-88 ตำลึง7 ตำลึง
1004 บาท3 บาท
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ประมาณว่าไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ  เพราะเหตุว่าพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อ ๆ กันเรื่อยไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศ "พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย" เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ[1] มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก
เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ก็ทรงออก "พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124" ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป[3] นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว

การเลิกไพร่

หมอสมิธ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไซแอมรีโพซิตอรี เขียนบทความตำหนิรัฐบาลสยามอย่างรุนแรง ด้วยเห็นว่า "ในบรรดาประเทศเจริญทั้งหลาย พระเจ้าแผ่นดินก็ดี พวกขุนนางก็ดี ไม่มีสิทธิ์เกณฑ์แรงราษฎรผู้เสียภาษีอากรโดยไม่ให้อะไรตอบแทน"[4] เพราะไพร่รับราชการโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ซ้ำยังต้องออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างในระหว่างการรับราชการนั้นเองอีกด้วยต่างหาก เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เป็นต้น[4] นอกจากนี้ยังมีพวก "คนไทยหนุ่ม" ที่อยากให้เลิกขนบไพร่ บางส่วนแสดงความคัดค้านที่รัฐบาลสักเลกในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เพราะทำให้การทำนาได้รับความเสียหาย[5]
ขนบไพร่นี้บังคับให้ราษฎรอายุตั้งแต่ 15-16 ปี จนถึง 70 ปี ต้องทำงานรับใช้หรือส่งส่วยให้แก่ชนชั้นปกครอง แบ่งออกเป็นไพร่หลวง ไพร่สมและไพร่ส่วย ไพร่มีกำหนดรับราชการเดือนเว้นเดือน ในสมัยอยุธยา ปีละ 6 เดือน ลดลงมาเหลือปีละ 4 เดือนในสมัยรัชกาลที่ 1 และเหลือ 3 เดือนในรัชกาลที่ 2  หากไม่อยากรับราชการก็ต้องจ่าย "ค่าราชการ" เดือนละ 6 บาท
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) กราบทูลเสนอความคิดเห็นว่า ควรให้ราษฎรเสียค่าราชการปีละ 6 บาทโดยเท่ากัน และให้งดการเกณฑ์แรงชั่วคราว ใช้วิธีเกณฑ์จ้างแทน
ลำดับเหตุการณ์การเลิกไพร่
ปี (พ.ศ.)เหตุการณ์
2420ทรงจ่ายเงินเดือนแก่ข้าราชการและเจ้านายแทนพระราชทานไพร่
2420
  • ทรงออกประกาศพระบรมราชโองการให้ไพร่สมรับราชการเช่นเดียวกับไพร่หลวง หรือต้องเสียเงินค่าราชการปีละ 6 บาทแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน
  • ทรงปรับปรุงให้การแจ้งไพร่สมตาย ชรา พิการ เป็นไปได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น
2439ทรงปรับปรุงค่าราชการ โดยให้ข้าราชการชั้นขุนหมื่นเสียค่าราชการปีละเท่ากับไพร่หลวงและไพร่สม
2442ทรงออก "ประกาศกำหนดอายุบุคคลที่เปนฉกรรจ์ แลปลดชะรา รัตนโกสินทร์ศก 118" มีเนื้อหาสำคัญ คือ
  • พิจารณาให้ผู้ที่อายุครบ 18 ปีถือว่าอยู่ในวัยฉกรรจ์ แทนการพิจารณาจากความสูง
  • พิจารณาให้ปลดชราไพร่เมื่ออายุได้ 60 ปี (เดิม 70 ปี)
2443ทรงออก "พระราชบัญญัติเกณฑ์จ้าง ร.ศ. 119" ให้ข้าราชการที่จะเกณฑ์เอาสัตว์หรือพาหนะจากราษฎรต้องเสียภาษีตามสมควร หรือให้ลดเงินส่งส่วยแทนค่าจ้างนั้นก็ได้
2448ทรงออก "พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124" บัญญัติให้ชายฉกรรจ์รับราชการทหารกองเกิน 2 ปี แล้วเข้ารับราชการทหารกองประจำการอีก 2 ปี แล้วปลดจากกองประจำการเป็นกองหนุนขั้นที่ 1 อายุ 5 ปี แล้วปลดไปอยู่ในกองหนุนขั้นที่ 2 อายุ 10 ปี แล้วให้ถือว่าหมดหน้าที่รับราชการทหาร
พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหารนี้ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการยกเลิกขนบไพร่ ประกาศใช้ในมณฑลนครศรีธรรมราช ปัตตานี สุราษฎร์ ภูเก็ตและเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2458 (สมัยรัชกาลที่ 6)[9]ด้วยความที่ว่าการยกเลิกขนบไพร่เป็นการปลดทุกข์ของราษฎรทุกตำบลทั่วราชอาณาจักร จึงมีความเห็นว่าการยกเลิกขนบไพร่สำคัญยิ่งกว่าการยกเลิกขนบทาสเสียอีก[9] เพราะราษฎรได้รับการส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจ มีเวลาทำมาหากินได้เต็มที่ และไม่มีใครรังเกียจเหมือนแต่ก่อน

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

                    อันดับ 10 ชายหาดที่สวยที่สุดในโลก 

                    ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องลองไปเยือน

หมู่เกาะมัลดีฟส์ ประเทศมัลดีฟส์ (Maldives)
เกาะที่ใครๆ ต่างก็เรียกว่า “สวรรค์” ที่มีทั้งหาดทรายละเอียดสีขาว ท้องน้ำสีฟ้าอ่อนและคราม และน้ำทะเลใสอย่างกับคริสตัล ทำให้แลเห็นปะการังสีเทอร์ควอยส์ (Turquoise) ฝูงปลา และสิ่งมีชีวิตสีสรรต่างๆ ใต้น้ำ เนื่องจากมัลดีฟส์ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยถึง 1,190 เกาะ ซึ่งมีอาณาเขตกว้างถึง 90,000 ตร.กม. ทำให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับความงามโดยมีสามารถพื้นที่เป็นส่วนตัวได้

2. โบรา โบรา ประเทศเฟรนซ์ โพลินีเซีย (Bora Bora, French Polynesia)
โบรา โบรา ประเทศเฟรนซ์ โพลินีเซีย (Bora Bora, French Polynesia)
แค่เอ่ยชื่อโพลินีเซีย ภาพของดินแดนสวรรค์ที่สวยงามแปลกตาแสงแดดเจิดจ้า หาดทรายละเอียดนุ่ม และน้ำทะเลสีเทอควอยซ์ที่เหมือนมาจากนวนิยายเรื่องโรบินสัน ครูโซก็ผุดขึ้นมามากมาย โบรา โบราเป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะบนมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งก็คือประเทศโพลินีเซียนั่นเอง

3. *ลา ดีก ประเทศเซเชลส์ *(La Digue, Seychelles)
ลา ดีก ประเทศเซเชลส์ (La Digue, Seychelles)
หมู่เกาะเซเชลส์เป็นสวรรค์ของใครหลายๆ คน ที่ดึงดูดคู่ฮันนีมูนอย่างเจ้าชายวิลเลี่ยมและเจ้าหญิงเคทมาสู่ดินแดนมหัศจรรย์เขตร้อนแห่งนี้ เกาะต่างๆ ของที่นี่ตั้งแต่เกาะเบิร์ด (Bird Island) ไปจนถึงเกาะพราสลิน (Praslin) ล้วนมีชายหาดระดับแนวหน้าทั้งสิ้น แต่เราเลือกเกาะลาดีกกับหาดแอนซี ซอร์ส ดาร์เจนท์ (Anse Source d'Argent) ซึ่งเป็นหาดในฝันของคู่แต่งงานทั้งหลาย

4.* อารูบา ประเทศดัชต์แอนทิลลิส * (Aruba, Dutch Antilles)
อารูบา ประเทศดัชต์แอนทิลลิส  (Aruba, Dutch Antilles)
ถ้าคุณต้องการชายหาดสวยๆ ที่เหมือนทะลุมาจากโบรชัวร์สุดแจ่มเงาวับล่ะก็ คุณมาถูกที่แล้ว ชายหาดต่างๆ ของอารูบารายเรียงอยู่ตามชายฝั่งของเวเนซูเอล่ารอให้คุณเลือกไปชม ไม่ว่าจะเป็นชายหาดอีเกิล (Eagle) แมนเกล ฮาลโต (Mangel Halto) หรือซานโต ลาโก (Santo Largo)

ปาลาวัน ประเทศฟิลิปปินส์ (Palawan, Philippines)
ชื่อประเทศฟิลิปปินส์อาจไม่ผุดขึ้นมาบ่อยเหมือนประเทศไทยหรือมาเลเซียเมื่อเรานึกถึงชายหาดสวยๆ แต่มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าหากคุณต้องการหลบหนีความวุ่นวายจริงๆ ล่ะก้อ หมู่เกาะบาคิท (Bacuit Archipelago) ถือเป็นสรรค์ของนักท่องเที่ยวชายหาดเลยก็ว่าได้

เกาะพีพี ประเทศไทย
ยังจำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชกันได้ไหม? แม้ทุกวันนี้คุณอาจจะต้องพยายามมากขึ้นอีกหน่อยเพื่อมองหาดินแดนสวรรค์บนชายฝั่งทะเลอันดามันของไทยที่บรรยายอยู่ในนวนิยายของสาวกแบ็คแพ็คเกอร์ยุค 90s แต่เกาะพีพีก็ยังคงเป็นอัญมณีเม็ดงามที่ส่องประกายเจิดจ้า

7. *หาดนาวาจิโอ เกาะซาคีนโตส ประเทศกรีซ *(Navagio, Zakynthos, Greece)
หาดนาวาจิโอ เกาะซาคีนโตส ประเทศกรีซ (Navagio, Zakynthos, Greece)
ณ ฐานด้านล่างของหน้าผาสีขาวสูงชันที่ซ่อนตัวอยู่บนเกาะซาคีนโตสของกรีซ ห้อมล้อมด้วยน้ำทะเลสีฟ้าแจ่มที่สุดเท่าที่คุณเคยเห็นมา หาดนาวาจิโอมีเซอร์ไพรส์รอคุณอยู่ นั่นคือ ซากเรือเก่าที่ผู้ลักลอบขนส่งสินค้าทิ้งไว้ขณะหลบหนีเจ้าหน้าที่

8. *หาดลานิไก ฮาวาย *(Lanikai Beach, Hawaii) ประเทศอเมริกา
หาดลานิไก ฮาวาย (Lanikai Beach, Hawaii)
เหล่าผู้ที่หลงใหลในเกลียวคลื่นและคลื่นยักษ์สูง 50 ฟุต ต่างมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งทางเหนือของเกาะโอวาฮู (Oahu) แต่ฮาวายยังดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบชายหาดมาที่หาดเล็กๆ อย่างหาดลานิไกอีกด้วย ลองออกไปพายเรือเล่นดู ไม่แน่คุณอาจได้แชร์วิวสวยๆ กับเจ้าเต่าทะเลก็เป็นได้

9.* หาดไวท์เฮเวน หมู่เกาะไวท์ซันเดย์ ประเทศออสเตรเลีย * (Whitehaven, Whitsunday Islands, Australia)
หาดไวท์เฮเวน หมู่เกาะไวท์ซันเดย์ ประเทศออสเตรเลีย  (Whitehaven, Whitsunday Islands, Australia)
ว้าว! ได้รับการโหวตอยู่หลายครั้งว่าเป็นชายหาดที่สวยที่สุดของประเทศออสเตรเลีย หาดไวท์เฮเวนแห่งนี้ค่อนข้างเงียบสงบกว่าหาดบอนไดในช่วงที่มีการเล่นเซิร์ฟ เป็นหนึ่งในชายหาดที่มีทรายขาวกับทะเลสีฟ้าใสบนหมู่เกาะไวท์ซันเดย์ที่ห้อมล้อมด้วยป่าฝน ซึ่งอยู่บริเวณด้านชายฝั่งของรัฐควีนส์แลนด์

10. *เฟทิเย ประเทศตุรกี *(Fethiye, Turkey)
เฟทิเย ประเทศตุรกี (Fethiye, Turkey)
เมืองเฟทิเยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมากอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากมีชายหาดต่างๆ ที่สวยงามให้เลือกชมอย่างโอลูดีนิซ (Oludeniz) ที่มีทะเลสาบสีฟ้า เคเลเบคเลอร์ วาดิซิ (Kelebekler Vadisi) กับแหล่งผีเสื้อ แนวต้นสนสวยๆ ที่หาดคิดรัค (Kidrak) และจุดชมพระอาทิตย์อัสดงที่หาดคาลิส (Calis) เป็นต้น

                       หาดเฟทิเย  ประเทศตุรกี

11601040_ml
เรียกได้ว่าที่นี่เป็นหนึ่งชายหาดท่องเที่ยวยอดนิยมมากที่สุดในประเทศตุรกีในช่วงเวลานี้เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาฤดูร้อนนักท่องเที่ยวมากมายนั้นมักจะพากันมาเล่นน้ำทะเลที่เย็น แถมนอกจากการชื่นชมน้ำทะเลสีฟ้าสดใสสามารถมองเห็นพื้นทรายสีขาวอันสวยงาม เสน่ห์ของเมืองเฟทิเยนั้นยังมีอีกหลายอย่างในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กับหาดเฟทิเย แน่นอนครับใครที่มาเที่ยวหาดเฟทิเย ต้องอย่าลืมมาไหว้สุสานพระเจ้าอามินตัสอันงดงามซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 350 ปีก่อนคริสตศักราชอีกด้วย ดังนั้นหลังจากเล่นน้ำให้ชื่นใจ ก็อย่าลืมแวะไปชมความสวยงามของศิลปะอันเก่าแก่นี้กันด้วยนะครับสำหรับหาดเฟทิเย ประเทศตุรกี
หากนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวหาดเฟทิเยแน่นอนเขามีบริการให้เช่าเรือยอชท์สุดหรูหราที่คุณจะสามารถเห็นความสวยงามมากจากชายฝั่งทะเลที่สวยงาม แต่ยังมีวิธีอื่น ๆอีกมากมายเพื่อให้คุณได้ดูทัศนียภาพที่ดีที่สุด จากท่าเรือเฟทิเยมีเสนอจำนวนล่องเรือพร้อมในราคาที่น่าพอใจที่จะพาคุณชมแหล่งธรรมชาติที่สวยงามจะเต็มวันหรือครึ่งวันล่องเรือนิยมมากที่สุดคือ 12 ล่องเรือเกาะ การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันและรวมถึงอาหารกลางวัน มันต้องใช้เวลาในฉากเช่นเดียวกับจำนวนคน มีบริการหยุดสำหรับว่ายน้ำและดำน้ำตื้นดูปะการัง มันเป็นช่วงเวลาวันเดินทางที่แสนสนุกที่สุดสำหรับทั้งครอบครัว เรียกได้ว่าเป็นชาดหาดทะเลที่ครบ ไปหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลใส หาดทรายสวย ดำน้ำดูปะการัง เรือยอชท์สุดหรูหรา หรือ ชมความสวยงามสุสานพระเจ้าอามินตัสอันงดงามซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 350 ปีก่อนคริสตศักราช หาดเฟทิเย, ประเทศตุรกี การันตีความสวยงาม