วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14  (5 กันยายน พ.ศ. 2181 – 1 กันยายน พ.ศ. 2258) พระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศสและนาวาร์ ทรงครองราชย์เมื่อมีพระชนมายุได้เพียง 5 ชันษา เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 ของราชวงศ์บูร์บงแห่งราชวงศ์กาเปเตียงเสวยราชสมบัติเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2186 และทรงครองราชย์นานถึง 72 ปี นับเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในยุโรป

พระราชประวัติ

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระนามเดิมว่า หลุยส์-ดิเยอดอนเน (Louis-Dieudonné) สมัยประทับอยู่ที่พระราชวังแซงต์-แชร์แมง-ออง-เลย์ (วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1638) ต่อมามีพระนามว่า เลอรัว-โซแลย (le Roi-Soleil) ซึ่งแปลว่า สุริยกษัตริย์ เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1715 เมื่อพระองค์ประทับที่แวร์ซายส์ (Versailles) และพระนามต่อมาคือ หลุยส์ เลอ กรองด์ (Louis le Grand) แปลว่าหลุยส์ผู้ยิ่งใหญ่ เริ่มใช้วันที่ 14 เมษายนค.ศ. 1643 จนกระทั่งพระองค์สวรรคต พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นพระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศส แลพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งนาวาร์ พระองค์มีเชื้อสายทั้งราชวงศ์บูร์บงและราชวงศ์กาเปเตียง พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ครองราชย์เป็นเวลา 72 ปี จัดว่าเป็นผู้ที่ครองประเทศฝรั่งเศสนานที่สุด อีกทั้งยังเป็นพระมหากษัตริย์ในที่ครองราชย์นานที่สุดในยุโรปอีกด้วย
พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ไม่กี่เดือนก่อนวันครบรอบวันพระราชสมภพ ซึ่งจะมีพระชันษา 5 ปี แต่สมัยนั้น (ค.ศ. 1648 - ค.ศ. 1652) มีกบฏฟรองด์ (Fronde) ทำให้หน้าที่ของพระองค์มีอย่างเดียวคือ ควบคุมรัฐบาล เนื่องจากนายกรัฐมนตรี เลอ คาร์ดินาล มาซาแร็ง (le Cardinal Mazarin) หรือสังฆราชมาซาแร็ง เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1661 ออย่างไรก็ตามพระองค์ไม่แต่งตั้งผู้ใดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและประกาศว่า จะบริหารประเทศด้วยพระองค์เอง หลังจากคณะรัฐมนตรีของกอลแบรต์ (Colbert) ครบวาระ (หรือหมดอำนาจในการบริหารประเทศ) ในปี ค.ศ. 1683 และของลูวัร์ (คณะรัฐมนตรีของลูวัร์นี้ขึ้นตำแหน่งต่อจากลูแบร์) ครบวาระในปี ค.ศ. 1691
สมัยของพระองค์โดดเด่นในเรื่องโครงสร้างของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (สิทธิกษัตริย์ = เทพที่มาจากสวรรค์) ประโยชน์ของพระราชอำนาจอันเด็ดขาดของพระองค์ทำให้ความวุ่นวายต่างๆหมดสิ้นไปจากฝรั่งเศส อาทิเช่นเรื่องขุนนางก่อกบฏ (สมัยพระเจ้าหลุยส์ 14 ไม่มีขุนนางผู้ไหนกล้าก่อกบฏ เพราะพระองค์มีพระราชอำจนาจเด็ดขาด) เรื่องการประท้วงของสภา เรื่องการจลาจลของพวกนิกายโปรแตสแตนท์และชาวนา ซึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในฝรั่งเศสมานานเป็นเวลามากกว่า 1 ทศวรรษแล้ว
ขณะที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศส สวรรคต ขณะนั้นพระเจ้าหลุยส์ 14 มีพระชนมายุเพียง 5 ชันษา เนื่องจากพระองค์ยังทรงพระเยาว์มาก พระราชมารดาของพระองค์จึงทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทน โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ส่วนสังคราชมาซาแร็งเป็นผู้อุปถัมภ์พระเจ้าหลุยส์ ดิเยอดองเน ท่านรับผิดชอบด้านการศีกษาเพื่อที่จะให้พระเจ้าหลุยส์ขึ้นเป็นกษัตริย์ในอนาคต ซึ่งการศึกษานี้จะเน้นหนักไปด้านปฏิบัติ มากกว่าด้านความรู้ ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่า สังฆราชมาซาแร็งใช้อำนาจโดยผ่านลูกอุปถัมภ์ของท่านเอง ซึ่งก็คือหลุยส์ดิเยอดองเน สังฆราชมาซาแร็งถ่ายทอดความชื่นชอบในด้านศิลปะให้หลุยส์ดิเยอดองเนและสอนความรู้พื้นฐานด้านการทหาร, การเมืองและการทูต อีกทั้ง สังฆราชผู้นี้ยังนำหลุยส์ดิเยอดองเนเข้าร่วมในสภาเมื่อปี ค.ศ. 1650
พระองค์ได้ทรงลดทอนอำนาจของชนชั้นสูงที่เชี่ยวชาญในการรบ ด้วยมีรับสั่งให้พวกเขาเหล่านั้นรับใช้พระองค์เช่นเดียวกับเหล่าสมาชิกในราชสำนัก อันเป็นการถ่ายโอนอำนาจมายังระบบธุรการแบบรวมศูนย์ และทำให้พวกเขาเหล่านั้นกลายเป็นชนชั้นสูงที่ใช้สติปัญญา พระองค์ทรงดำริให้สร้างพระราชวังแวร์ซายส์ ขึ้นในอุทยาน โดยมีการจัดสวนให้เป็นรูปทรงเรขาคณิต พระราชวังแวร์ซายที่มีขนาดใหญ่นี้ตั้งอยู่ห่างออกไปราว 15 กิโลเมตรทางตะวันตกของกรุงปารีส ที่เมืองแวร์ซาย ในเขตปริมณฑลของกรุงปารีส

ครอบครัว

พระองค์ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระนางมารี-เทเรส แห่งสเปน (พ.ศ. 2181 - พ.ศ. 2226) พระธิดาของพระเจ้าฟิลิปป์ที่ 4 แห่งสเปน กับพระนางเอลิซาเบธ แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2145 - พ.ศ. 2187) ทรงมีโอรสธิดารวมห้าพระองค์:
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระสนมมากมาย ในจำนวนนั้น รวมถึงหลุยส์ เดอ ลา วาลลิแยร์อองเจลลิก เดอ ฟงตองจ์มาดาม เดอ มงต์เตสปอง และมาดาม เดอ มังเตอนง (ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงอภิเษกสมรสด้วยอย่างลับๆ ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของราชินี ในปี พ.ศ. 2227) ในวัยรุ่น พระองค์ได้ทรงรู้จักกับหลานสาวของพระคาร์ดินัลมาซารัง ชื่อมารี มองซีนี ความรักแบบเพื่อนของทั้งสองถูกขัดขวางโดยพระคาร์ดินัล ผู้ประสงค์ให้พระองค์อภิเษกสมรสกับราชนิกูลของประเทศสเปนเพื่อผลประโยชน์ของฝรั่งเศส และของตัวพระคาร์ดินัลเอง คนมักจะพูดกันว่านางสาวเดอ โบเวส์โชคดีมากที่ไม่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนก็ยังกังขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี พระเจ้าหลุยส์ยังทรงมีสัมพันธ์เป็นเวลายาวนานอีกกับเด็กสาวพนักงานซักรีดของพระราชวังลูฟ ด้วยความเจ้าชู้ของพระองค์ ต่อมาภายหลังได้มีรับสั่งให้สร้างบันไดลับไว้มากมายในพระราชวังแวร์ซายเพื่อจะได้สเด็จไปหาพระสนมของพระองค์ได้สะดวก ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้พวกเคร่งศาสนากลุ่มหนึ่งไม่พอใจ โบสซูเอต์ กับ มาดาม เดอ มังเตอนง จึงพยายามชักชวนให้พระองค์หันกลับมาสู่ความทรงคุณธรรมอีกครั้ง ซึ่งทำคนทั่วไปรู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของพระราชวังแวร์ซายได้ แต่ก็ทำให้ผู้บันทึกประวัติหลายคนรู้สึกเสียดาย
ปัญหาเรื่องพระพลานามัยที่ทรุดโทรมและปัญหาการหารัชทายาท ทำให้เกิดบรรยากาศเศร้าสลดขึ้นในช่วงปลายรัชสมัย พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระองค์ต้องสูญเสียพระโอรส เจ้าชายหลุยส์แห่งฝรั่งเศส (มกุฎราชกุมาร) ไปในปี พ.ศ. 2254 ในปีถัดมา ดยุคแห่งบูกอญจ์ ผู้เป็นพระราชนัดดา พร้อมด้วยโอรสองค์โตของดยุคพระองค์นี้ก็ได้สิ้นพระชนม์ลงอีกด้วยโรคฝีดาษ องค์มกุฎราชกุมารมีพระโอรสอีกสององค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นได้เป็นกษัตริย์ของสเปนภายใต้พระนามว่าฟิลลิปเปที่ 5 แห่งสเปน เป็นผู้ซึ่งปฏิเสธสิทธิในการขึ้นครองบัลลังก์ฝรั่งเศสที่สืบเนื่องมาจากสงครามชิงบัลลังก์ในสเปนภายใต้สนธิสัญญาอูเทรชต์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2257 ดยุคแห่งแบรี โอรสอีกพระองค์หนึ่งของมกุฎราชกุมารก็สิ้นพระชนม์ลงอีกด้วย ราชนิกูลชายผู้สืบเชื้ออย่างถูกต้องจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในขณะนั้นจึงได้แก่ดยุคแห่งอองจู พระโอรสองค์รองของเจ้าชายแห่งบูกอญจ์ ผู้เป็นเหลนของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประสูติเมื่อปีพ.ศ. 2253แต่ก็เป็นเด็กชายผู้มีพลานามัยเปราะบาง นอกเหนือจากดยุคแห่งอองจูผู้ซึ่งได้รับตำแหน่งมกุฎราชกุมารแล้ว ก็มีเจ้าชายผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจากพระองค์อยู่อีกไม่มากในสายมารดาอื่น พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงทรงตัดสินพระทัยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ราชวงศ์ด้วยการมอบสิทธิ์การขึ้นครองบัลลังก์ให้แก่เจ้าชายอีกสองพระองค์ด้วยเช่นกัน ได้แก่เจ้าชายหลุยส์ ออกุสต์ เดอ บูร์บง ดยุคแห่งเมน และเจ้าชายหลุยส์ อเล็กซองเดรอ เคาท์แห่งตูลูส พระโอรสอันชอบธรรมสองพระองค์ที่ประสูติแต่มาดาม เดอ มงต์เตสปอง
ครอบครัวพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2258 ด้วยโรคติดเชื้อจากแผลกดทับ พระองค์ได้ทรงประกาศก่อนสิ้นพระทัยว่า "ข้าจะไปแล้ว แต่รัฐของข้าจะคงอยู่ตลอดไป" รัชสมัยของพระองค์กินเวลา 72 ปี กับ 100 วัน พระศพถูกฝังไว้ที่บาซิลิก ซังต์ เดอนี ซึ่งหลุมพระศพนี้ถูกบุกรุกทำลายในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสในกาลต่อมา ดยุคแห่งอองจู เหลนของพระองค์ผู้มีพระชนม์เพียงห้าชันษาได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ต่อมา ภายใต้พระนามว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส โดยมีเจ้าชายฟิลิปป์ ดยุคแห่งออร์เลอง พระนัดดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นผู้สำเร็จราชการตลอดช่วงที่กษัตริย์ยังทรงพระเยาว์

การเมืองการปกครอง

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับองค์รัชทายาท
ช่วงรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั้นโดดเด่นด้วยการรังสรรค์วัฒนธรรมชั้นสูงของฝรั่งเศส ภาษาฝรั่งเศสได้กลายเป็นภาษาของคนชั้นสูง และภาษาทางการทูตในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ คริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศรัสเซีย
ในปี พ.ศ. 2217 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ซื้อหมู่เกาะมาร์ตีนีก มาจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ยึดเกาะนี้มาได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2178 ในปี พ.ศ. 2232 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทรงประกาศ"กฎดำ" ที่ให้อนุญาตให้มีทาสได้ในดินแดนอาณานิคม ผู้ที่ชื่นชมพระองค์ได้มองกฎดำนี้ว่าเป็นกฎที่ทำให้มีการค้าทาสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อจะได้จำกัดการกระทำทารุณกรรมต่อทาส และมอบสถานภาพทางสังคมให้แก่ทาส ซึ่งก่อนหน้านี้ เป็นได้เพียงทรัพย์สมบัติโดยตรงของเจ้าของทาส เฉกเช่นสิ่งของเครื่องใช้ และด้วยกฎนี้ พวกทาสสามารถมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ในจำนวนจำกัด มีสิทธิ์เกษียณอายุเมื่อถึงวัยชรา มีสิทธิ์ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากเจ้าของ และได้รับอาหารที่ดี กฎดำจึงกลายเป็นกรอบของสนธิสัญญาทาสในสมัยนั้น
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงเป็นที่รักและเคารพของประชาชนชาวฝรั่งเศส จากการที่พระองค์ทำให้ประเทศเกรียงไกรและแผ่ขยายอาณาเขตไปเป็นอันมาก อย่างไรก็ดี การตกอยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลาทำให้รัฐต้องขาดดุล และต้องเก็บภาษีอากรจากชาวไร่ชาวนาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อเล็กซิส เดอ ทอกเกอวิลล์ นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสได้แสดงความเห็นว่า การที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เปลี่ยนพวกชนชั้นสูงให้กลายเป็นข้าราชบริพารธรรมดา รวมทั้งยังเข้าพวกกับผู้ดีใหม่ที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้แต่ไม่ให้มีอำนาจทางการเมือง มีส่วนผลักดันให้เกิดความไม่มั่นคงในสเถียรภาพทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในเวลาต่อมา และเป็นชนวนก่อให้เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสในที่สุด
ในช่วงต้นของรัชสมัย ประเทศมหาอำนาจในยุโรปอีกประเทศหนึ่งคือประเทศสเปน ในขณะที่สหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอังกฤษ ได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจในช่วงปลายรัชสมัยของพระองค์

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ภาษาและศาสนาของประเทศฝรั่งเศส


ภาษาของประเทศฝรั่งเศส

ภาษาฝรั่งเศส (ฝรั่งเศสFrançais) เป็นหนึ่งในภาษากลุ่มโรมานซ์ที่สำคัญที่สุด เป็นรองเพียงภาษาสเปนและโปรตุเกสภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่มีคนนิยมเป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยเมื่อปี พ.ศ. 2542 มีคนพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาแม่ (ฟรองโกโฟน) ประมาณ 77 ล้านคน และเมื่อรวมคนที่พูดเป็นภาษาที่สองแล้วจะมีประมาณ 128 ล้านคน
ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการ และภาษาที่ใช้ปกครองในชุมชนต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ด้วย (เช่น สหภาพยุโรป ไอโอซี องค์การสหประชาชาติ และสหภาพสากลไปรษณีย์) ในสมัยก่อนภาษาฝรั่งเศสถือเป็นภาษาสากลที่แพร่หลายที่สุด โดยมีสถานะเฉกเช่นภาษาอังกฤษในปัจจุบัน หนังสือเดินทางของไทยก็เคยใช้ภาษาฝรั่งเศสควบคู่กับภาษาไทย

ศาสนาของประเทศฝั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศสให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ ๒และยิว ร้อยละ ๑

ประเพณีของฝรั่งเศส

เป็นประเพณีที่ยังนิยมกันมากในงานแต่งงาน คือการตัดคอขวดแชมเปญด้วยมีดโค้ง ประเพณีเกิดขึ้นในยุคของนโปเลียน เมื่อ Hussards อยากเปิดแชมเปญฉลองชัยชนะ ด้วยการใช้มีดโค้งตัดคอขวดออก จากคำจารึกกล่าวว่า Hussards, ซึ่งเป็นทหารม้า จะควบม้าด้วยความเร็ว ไปหาผู้หญิงซึ่งถือขวดแชมเปญ หรือไวน์ไว้ แล้วตัดคอขวดด้วยความเร็วและแม่นยำ

Christmas

ประเพณีดั้งเดิมของฝรั่งเศส ส่วนใหญ่เป็นวันหยุด การแสดงหุ่นกระบอกในวัน คริสมาตร์อีฟ เป็นงานที่เกิดเป็นประจำ ช่วงเที่ยงคืน ผู้คนจะไปที่โบสถ์เพื่อรำลึกถึงพระเจ้า หลังจากนั้นจะทานอาหารร่วมกัน ที่เรียกว่า ประเพณี le Réveillon ระลึกถึงการตื่น หรือเกิดใหม่ของพระคริสต์ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นอาจทำแตกต่างกันออกนิดหน่อย แต่ที่ต้องมีคือ ไก่งวง ไก่ ห่าน และ boudin blanc
เด็กๆเฝ้ารอ Père Noël (Santa Clause) และวางรองเท้าทิ้งไว้ข้างกองไฟ ในตอนเช้าจะมีของขวัญจะวางในนั้น ต้นไม้ถูกตกแต่งด้วยถั่ว และ ลูกอม นอกจากนี้ เด็กยังเชื่อว่า Père Fouettard จะมาลงโทษเด็กดื้อ

Easter

ในฝรั่งเศสเรียก Pâques เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของที่นี่ ซึ่งเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด โดยเฉพาะกลุ่มคาทอลิค ตามประเพณีแล้ว จะไม่มีการตีระฆังในวันพฤหัสก่อน Good Friday ตลอดหลายวันจะเงียบอยู่อย่างนั้น จนถึง Easter Sunday ทุกอย่างจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ระฆังดัง ผู้คนสวมกอด และจูบกัน

Flying Bells

เด็กๆที่นี่ไม่ได้รอไข่อีสเตอร์จากเจ้ากระต่ายน้อย ถ้าจะพูดให้ถูก ชาวฝรั่งเศส เชื่อว่า Flying Bells จะจากไปในวันพฤหัสก่อน Good Friday และพาเอาความทุกข์โศกต่อการจากไปของพระคริสต์เมื่อถูกตรึงกางเขน ไปพร้อมกับพวกมันด้วย พวกมันไปที่โรม เพื่อเข้าเฝ้าประสันตะปาปา ก่อนเดินทางกลับมาในเช้าวันอาทิตย์ หอบเอาช็อคโกแลตรูปไข่อีสเตอร์มาซ่อนไว้ตามสวน และรอบๆบ้านให้เด็กค้นหาอย่างสนุกสนาน

Poison d'Avril

เป็นชื่อของ French Easter Fish และมาในรูปของช็อคโกแลต ประเพณีเก่าแก่ นี้เกิดขึ้นย้อนหลังไปหลายศตวรรษ ในวันที่ 1 พฤษภาคม เป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่งที่เด็กๆจะพยายามเอาปลากระดาษ ไปแปะตามหลังของผู้ใหญ่ แล้ววิ่งหนีสุดชีวิต พร้อมตะโกนว่า “Poison d'Avril!!”,ซึ่งก็คล้ายๆกับ “April Fools!” นั่นเอง

Bastille Day

การฉลองปฏฺวัติรัฐประหาร มีขึ้นในวันที่ 14 กรกฎาคม เป็นงานฉลองที่มีสีสันมาก มีการจุดพลุ ขบวนพาเหรด และการร้องรำตามถนน
5-Week Holidays
ลูกจ้างทุกๆคนจะได้รับวันหยุดติดต่อกัน 5 สัปดาห์ในแต่ละปี และเดือนสิงหาคม คือวันหยุดยาวตามประเพณีของฝรั่งเศส ชาวฝรั่งเศสมักออกท่องเที่ยว แคมปิ้ง หรือ ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาว คนมันไปเล่นสกีกันที่ French Alps

ดอกไม้ประจำชาติฝรั่งเศส



สาธารณรัฐฝรั่งเศส ( Republique Francaise) :ดอกเนชันแนลฟลอร่า หรือ ไอริส
 
 
                เนชันแนลฟลอร่าของฝรั่งเศสคือดอกไอริส ความหมายของดอกไอริสค่อนข้างดีทีเดียว คือ ความเชื่อมั่น ปัญญา ความองอาจกล้าหาญ และถ้าหากมอบดอกไอริสให้กับใคร จะมีความหมายโดยนัยแฝงไว้ด้วยค่ะ ว่าความรู้สึกหรือมิตรภาพของคุณมีความหมายกับฉันมากเหลือเกิน

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ความเป็นมาของหอไอเฟล

           หอไอเฟลเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส หากใครที่ได้ไปเมืองน้ำหอมแล้วไม่ได้ไปดูหอไอเฟลนี้เรียกว่ายังไปไม่ถึงก็อาจจะเป็นได้ นักท่องเที่ยวมากมายก็สนใจไปดูหอไอเฟลนี้แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าประวัติความเป็นมาของเจ้าหอไอเฟลนี้ งั้นเราไปทำความรู้จักกับประวัติความเป็นของหอไอเฟลกันค่ะ
           หอไอเฟลเป็นหอคอยเหล็กตั้งอยู่ที่ Champ de Mars ในกรุงปารีส เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส หอคอยแห่งนี้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

           หอคอยแห่งนี้ถูกตั้งชื่อตามผู้ออกแบบคือ Gustave Eiffel ทำการสร้างในระหว่างปี 1887-1889 น้ำหนักของหอไอเฟลคือ 7300 ตัน ยอดของหอคอยสามารถเบนออกจากแสงอาทิตย์ที่ส่องมายังยอดหอคอยถึง 18 เซ็นติเมตร (7นิ้ว) ทั้งนี้ขึ้นอยูกับอุณหภูมิของเหล็กด้านที่หันหน้าเข้าสู่แสงอาทตย์ซึ่งจะ ขยายตัวเนื่องจากความร้อนที่ได้รับ นอกจากนี้ตัวหอคอยแห่งนี้ยังมีการแกว่งตัวตามแรงลมอีกด้วย โดยการแกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 6-7 เซ็นติเมตร (2-3นิ้ว)

           ในการก่อสร้างหอคอยแห่งนี้ ใช้คนงานก่อสร้างถึง 300 คน เพื่อประกอบเหล็กจำนวน 18038 ชิ้นเข้าด้วยกัน โดยใช้หมุดถึง 2.5 ล้านตัว ความเสียงที่จะเกิดอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้างสูงมาก เนื่องจากหอไอเฟลแตกต่างจากตึกสูงในปัจจุบันตรงที่เป็นหอเปลือย ไม่มีจำนวนชั้น อย่างไรก็ตามมีการเตรียมตัวรักษาความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างเต็มที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการก่อสร้างเพียงคนเดียวเท่านั้น(จริงอ่ะป่าวเนี่ย)

           ในระหว่างการก่อสร้าง หอไอเฟลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงรูปร่างของหอคอย Gustave Eiffel ถูกกล่าวหาว่าพยายามสร้างงานศิลปะที่ดูแล้วไม่มีศิลปะ การก่อสร้างให้หอคอยแกว่งตัวได้ไม่คำนึงถึงหลักวิศวกรรมศาสตร์(แต่เราว่ามันก็สวยดีนะ) แต่อย่างไรก็ตาม Gustave Eiffel ซึ่งมีชื่อเสียงมาจากงานก่อสร้างสะพาน กลับเป็นผู้ที่เข้าใจความสำคัญของแรงลม และเป็นผู้ที่รู้ว่าการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในโลก(ในขณะนั้น) จะต้องแน่ใจว่ามันต้องต้านทานลมได้ และในตอนต้นศตวรรษที่ 20 หอไอเฟลถูกใช้เป็นศูนย์รับส่งสัญญานวิทยุ เมื่อปี 1909 ศูนย์วิทยุถูกก่อสร้างขึ้นอย่างถาวรที่หอไอเฟล และยังปรากฎให้เห็นในปัจจุบัน

     



      



    


     

    




ตราแผ่นดินของฝรั่งเศส

ในปัจจุบันนี้เริ่มใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2496 แม้ตราดังกล่าวจะไม่มีสถานะทางกฎหมายว่าเป็นตราแผ่นดินอย่างเป็นทางการเลยก็ตาม ดวงตรานี้เป็นตราที่ปรากฏการใช้ในปกหนังสือเดินทางของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีจุดกำเนิดจากการที่กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสกำหนดให้ใช้ตรานี้เป็นสัญลักษณ์สำหรับหน่วยงานทางการทูตของฝรั่งเศสนับตั้งแต่ พ.ศ. 2455 เป็นต้นมา ออกแบบโดยประติมากรชื่อ จูลส์-เคลมองต์ ชาแปล็ง (Jules-Clément Chaplain)
ในปี พ.ศ. 2496 องค์การสหประชาชาติได้ขอให้ประเทศฝรั่งเศสส่งสำเนาภาพตราแผ่นดินของตน เพื่อจัดแสดงร่วมกับภาพตราแผ่นดินของชาติสมาชิกอื่นๆ ในห้องประชุมขององค์การสหประชาชาติ คณะกรรมการร่วมที่รัฐบาลฝรั่งเศสแต่งตั้งในการนี้จึงให้โรแบรต์ หลุยส์ (Robert Louis) นักออกแบบตราสัญลักษณ์ ทำการเขียนตราทางการทูตข้างต้นขึ้นใหม่ตามแบบของตราเดิม อย่างไรก็ตาม ตรานี้รัฐบาลฝรั่งเศสก็ไม่ได้ออกกฎหมายรับรองให้ใช้เป็นตราแผ่นดินอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด
สัญลักษณ์ในตราดังกล่าวนี้ประกอบด้วย
ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2542 รัฐบาลฝรั่งเศสได้กำหนดตราสัญลักษณ์ใหม่สำหรับรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งได้รวมเอาคำขวัญของสาธารณรัฐ สีธงชาติ และรูปมารีแอนน์ ซึ่งเป็นรูปสัญลักษณ์เชิงบุคลาธิษฐานของสาธารณรัฐ (Republic's personification) เข้าไว้ด้วยกัน

ลำดับภาพตราแผ่นดินสมัยต่างๆ


ภาพตราแผ่นดินคำอธิบายสมัยแห่งการใช้
Arms of the Kingdom of France (Ancien).svgFrance Ancien (ตราของกษัตริย์ฝรั่งเศสยุคโบราณ) ใช้ตราโล่พื้นสีน้ำเงินลายเฟลอร์เดอลีส์สีเหลืองไม่จำกัดจำนวนดอกก่อน พ.ศ. 1848
พ.ศ. 1871-1919
Arms of the Kingdom of France & Navarre (Ancien).svgFrance Moderne (ตราของกษัตริย์ฝรั่งเศสยุคโบราณ) ซีกซ้ายใช้ตราลักษณะคล้ายตราโล่เดิม และ ซีกขวาใช้ตราโล่แห่งนาวาร์ (ตราโซ่สีทองบนพื้นโล่สีแดง) ตราโล่แห่งนาวาร์นี้ มีที่มาจากพระเจ้าอองรีที่ 4พ.ศ. 1848-1871
Arms of the Kingdom of France (Moderne).svgFrance Moderne (ตราของกษัตริย์ฝรั่งเศสยุคใหม่) ใช้ตราลักษณะคล้ายตราโล่เดิม แต่ลดจำนวนเฟลอร์เดอลีส์ลงเหลือเพียง 3 ดอกเท่านั้นพ.ศ. 1919-2058
Coat of Arms of Kingdom of France.svgFrance Moderne (ตราของกษัตริย์ฝรั่งเศสยุคใหม่) ตราอาร์มสีน้ำเงิน ภายในมีดอกเฟลอร์เดอลีส์ 3 ดอก ภายใต้มงกุฎประกอบสายสร้อยเครื่องราชอิสริยาภรณ์พ.ศ. 2058-2132
Grand Royal Coat of Arms of France & Navarre.svgตราแผ่นดินราชอาณาจักรฝรั่งเศส แสดงภาพตราโล่แห่งนาวาร์ (ตราโซ่สีทองบนพื้นโล่สีแดง) อยู่เคียงกับตราเฟลอร์เดอลีส์สีเหลืองบนพื้นโล่สีน้ำเงิน ตราโล่แห่งนาวาร์นี้ มีที่มาจาก พระเจ้าหลุยส์ที่ 10 และ พระเจ้าชาลส์ที่ 4 ซึ่งเคยเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นนาวาร์มาก่อนพ.ศ. 2132-2332
Emblem of Napoleon Bonaparte.svgตราประจำตัวของนโปเลียน โบนาปาร์ต แสดงภาพนกอินทรีพ.ศ. 2332-2347
Imperial Coat of Arms of France (1804-1815).svgตราแผ่นดินจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 1 แสดงภาพนกอินทรีพ.ศ. 2347-2357
Grand Royal Coat of Arms of France.svgตราแผ่นดินฝรั่งเศส ยุคราชวงศ์บูร์บงฟื้นฟู ประกอบเข้ากับรูปมงกุฎแห่งบูร์บงที่ส่วนบนสุดของตรา ปัจจุบันยังคงใช้เป็นตราของเชื้อสายกษัตริย์ฝรั่งเศสราชวงศ์บูร์บง (สายตรง)พ.ศ. 2357-2373
Coat of Arms of the July Monarchy (1831-48).svgตราแผ่นดินฝรั่งเศสยุคกษัตริย์เดือนกรกฎาคม ใช้ตราประจำพระองค์พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์พ.ศ. 2373-2391
Coat of Arms Second French Empire (1852–1870).svgตราแผ่นดินจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2 ใช้ภาพนกอินทรีเช่นเดียวกับยุคจักรวรรดิที่ 1พ.ศ. 2395-2413
Francecoatofarms1898-2.pngตราแผ่นดินอย่างไม่เป็นทางการ ของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ลักษณะเป็นตราขวานมัดหวาย (fasces) ประกอบธงชาติพร้อมเสาธงไขว้กัน มีอักษรย่อ "RF" บรรจุอยู่ในสายสะพายเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ รองรับด้วยช่อใบลอเรลและกิ่งโอ๊กไขว้พ.ศ. 2441-2496
Informal emblem of the French State (1940–1944).svgตราประจำตำแหน่งของฟีลิป เปแต็ง ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดแห่งรัฐฝรั่งเศส โดยใช้เป็นตราแผ่นดินอย่างไม่เป็นทางการ (ฝรั่งเศสเขตวีชี), ลักษณะเป็นขวานประกอบคำขวัญประจำชาติว่า Travail, Famille, Patrie (งาน ครอบครัว ปิตุภูมิ). สำหรับประทับบนเอกสารทางราชการ.พ.ศ. 2483-2487
Coat of arms of France (UN variant).pngสำเนาภาพตราแผ่นดิน (ไม่เป็นทางการ)
เพื่อจัดแสดงร่วมกับภาพตราแผ่นดินของชาติสมาชิกอื่นๆ ในห้องประชุมขององค์การสหประชาชาติ ลักษณะเป็นตราช่อกิ่งโอ๊ก กับ ขวานมัดหวาย บนโล่วงรีพื้นสีฟ้า ประกอบสายสร้อยเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์
พ.ศ. 2441/พ.ศ. 2496-2538
Armoiries république française.svgตราแผ่นดินอย่างไม่เป็นทางการ ออกแบบโดย โรแบรต์ หลุยส์ (Robert Louis) นักออกแบบตราสัญลักษณ์ โดยได้นำตราดังกล่าวประกาศใช้ในสมัยของประธานาธิบดี ฌัก ชีรัก (2538–2550) จนถึงปัจจุบัน.พ.ศ. 2538–ปัจจุบัน


อ้างอิง[แก้]