วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

แคว้นต่างๆ ของประเทศฝรั่งเศส

แต่เดิมประเทศฝรั่งเศสมีชนดั้งเดิมมายึดครองอยู่คือชาว "Gaulois"พวกเขาได้เรียกประเทศฝรั่งเศสว่า LE GAULE

1.ILe-de-France ที่ตั้งอยู่ที่ Bassin Parisien อาหารประจำแคว้นได้แก่ เนย,สถานที่สำคัญของแคว้นได้แก่ Versailles ราชวังของพระเจ้าLouisXIV ปารีสเป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศส

2.Centre อยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Pays de Loire เป็นเมืองหลวงประจำแคว้นผลผลิตที่สำคัญ ได้แก่ พืช,ผักสวนครัว,องุ่น,ข้าวโพด

3.Pays de Loire แคว้นนี้มีชายแดนทางตะวันตกติดกับแคว้น Bretagne ทิศตะวันออกติดกับแคว้น Centre ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับที่ราบสูง มีเมืองหลวงชื่อว่า Nantes ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,ข้าวโพด,ไร่องุ่น ผลิตภัณฑ์ที่สำคัญคือเหล้าองุ่นขาว แคว้นนี้มีปราสาทสวยงามมากมายที่สุดในฝรั่งเศส

4.Bretagne เป็นแคว้นที่มีลักษณะเป็นแหลมยื่นไปในมหาสมุทรแอตแลนติค เป็นแคว้นเดียวในฝรั่งเศสที่ไม่มีการผลิตเหล้าองุ่น เนื่องจากสภาพอากาศไม่เหมาะสมที่จะปลูกองุ่น แต่มีการประมงเป็นหลักเพราะติดทะเล เมืองหลวงของแคว้นมีชื่อว่า Rennes ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ พืชไร่ที่เราเรียกว่า le cidre ขนมที่ขึ้นชื่อคือ Crepes เมืองท่าที่สำคัญมีชื่อว่า Brest ส่วน Saint-Malo เป็นเมืองเก่าแก่ของแคว้น

5.La Basse-Normandieเป็นแคว้นที่มีชายฝั่งทะเลตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติค ชายฝั่งทางเหนือติดกับอ่าว Manche ทางตะวันออกเฉียงใต้ติดกับแคว้น Bretagne และทางทิศตะวันออกติดกับแคว้น Haute-Normandie เมืองหลวงประจำแคว้นชื่อ Caen ผลผลิตที่สำคัญคือ ข้าวสาลี,นม,การประมง สถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อ Le Mont-Saint-Michel เป็นโบสถ์โบราณเก่าแก่สถาปัตแบบโรมัน สร้างอยู่บนโขดหินใกล้ทะเล

6.La Haute-Normandie มีเขตติดต่อกับแคว้น Basse-Normandie มีการผลิตเนยชั้นนำคุณภาพ และนำแอปเปิ้ลที่มีคุณภาพรสชาติอร่อย เมืองหลวงประจำแคว้นชื่อ Rouen

7.Picardie เป็นแคว้นที่ค่อนไปทางเหนือของฝรั่งเศส มีเมือง Amiens เป็นเมืองหลวง ผลผลิตสำคัญคือ ข้าวสาลี,การเลี้ยงสัตว์,การปลูกหัวผักกาดหวาน

8.Nord-Pas de Calais แคว้นนี้ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศฝรั่งเศส มีเมือง Lille เป็นเมืองหลวงประจำแคว้น เมืองนี้เป็นเมืองแรกที่มีรถไฟใต้ดินวิ่งป็นเมืองแรกในฝรั่งเศส แคว้นนี้ผลิตเบียร์อย่างมีคุณภาพ เนื่องจากภูมิประเทศเหมาะกับการปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์

9.Le Champagne แคว้นนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Picardie เมืองหลวงประจำแคว้นชื่อ Chalons-sur-Marne ผลผลิตสำคัญได้แก่ องุ่น,ข้าวสาลี,การเลี้ยงสัตว์ สถานที่สำคัญประจำแคว้นนี้คือ" โบสถ์เมือง Reims "ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมGothique

10.Lorraine ที่ตั้งของแคว้นนี้อยู่ทางชายแดนประเทศเบลเยี่ยม,ประเทศลักเซมเบอร์กและประเทศเยอรมัน เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Nancy ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ องุ่น,ข้าวสาลีและการเลี้ยงสัตว์

11.Alsace เป็นแคว้นที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Lorraine มีเมืองหลวงชื่อ Strasbourg ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ ข้างสาลี,องุ่น,ข้าวโพด,ยาสูบ เครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงประจำแคว้นได้แก่ เหล้าองุ่นขาวคุฌภาพเยี่ยม


12.Franche-Comte แคว้นนี้ตั้งอยู่ระหว่างแคว้น Bourgogne และประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมืองหลวงชื่อว่า Besacon ผลผลิตสำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,ขนมปัง,เครื่องเทศ นาฬิกาชั้นนำมักจะผลิตที่นี้เป็นสินค้าส่งออก อาหารดังประจำแคว้นเนื่องจากว่าแคว้นนี้ผลิตเบียร์ได้มากจึงมีเบียร์คุณภาพ,เนยคุณภาพดี

13.La Bourgogne ตั้งอยู่ทางใต้ของแคว้น Champagne, อยู่ทางตะวันออกของ Pays de Loire ทางทิศตะวันตกของ Franche-Comte และทิศเหนือของแคว้น Rhone-Alpes เมืองหลวงชื่อ Dijon ผลผลิตสำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,นม,เหล้าองุ่น อาหารดังประจำแคว้นมีชื่อว่า ไก่อบเหล้า,หอยทากอบ เหล้าองุ่นและเหล้าชนิดอื่นก็มีชื่อเสียงเช่นเดียวกันสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญคือ พระราชวังของดยุ๊ก

14.Rhone-Alpes ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแคว้น Bourgogne และ Franche-comte เมืองหลวงมีชื่อว่า Lyon ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ องุ่น,การเลี้ยงสัตว์,ข้าวสาลี,ข้าวโพด

15.L'Auvergne เป็นแคว้นที่มีภูเขาไฟ ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของแคว้น Limousin ทางทิศใต้ของแคว้น Bourgogne เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Clermont-Ferrand ผลผลิตสำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,ข้าวโพด,ข้าวบาร์เลย์ และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่ โบสถ์ Notre-Dame

16.Limousin เป็นแคว้นที่มีการเลี้ยงแกะ ทางทิศตะวันตกของแคว้นเป็นที่ราบสูงกว้างใหญ่ ซึ่งล้อมรอบด้วยภูเขา เมืองหลวงชื่อ Limoges ผลผลิตสำคัญประจำแคว้นได้แก่ การเลี้ยงสัตว์ประเภทวัว แพะ แกะ สินค้าประจำแคว้นได้แก่ เครื่องปั้นดินเผา,เครื่องเคลือบลายคราม

17.Poitou-Charentes แคว้นนี้อยู่ทางทิศตะวันตกของแคว้น Limousin อยู่ทางทิศใต้ของแคว้น Centre เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Poitiers สินค้าประจำแคว้นได้แก่ ข้าวสาลี,ข้าวโพด,การเลี้ยงสัตว์,องุ่น,เหล้า

18.Aquitaine เป็นแคว้นที่ตั้งอยู่มีชายฝั่งออกติดกับแนวมหาสมุทรแอตแลนติค เมืองหลวงชื่อ Bordeaux สินค้าของแคว้นคือ องุ่น,ยาสูบ,ข้าวสาลี,ข้าวโพด,การเลี้ยงสัตว์ และผลิตเหล้าคุณภาพดีมีลูกพรุนรสชาติดีนิยมกันมาก

19.Midi-Pyrenees ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Aquitain และอยู่ทางตอนใต้ของแคว้น Auverne เมืองหลวงชื่อ Toulouse ซึ่งแคว้นนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นเมืองที่มีการผลิตเครื่องบิน ผลผลิตที่สำคัญของแคว้นได้แก่ เนย,เนยแข็ง

20.Lanquedoc-Roussillon เป็นแคว้นที่มีชายแดนติดต่อกับแคว้น Provence ทางตอนใต้ติดกับทะเลสาป เมืองหลวงชื่อ Montpellier ผลผลิตสำคัญประจำแคว้นคือ องุ่น,เหล้าไวน์ ,พืชผักสวนครัว,เหล้า สถานที่สำคัญได้แก่ Site เป็นเมืองท่าสำคัญ,เมือง Agen เป็นเมืองตากอากาศ

21.Provence-Cote d'Azur ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและชายแดนติดกัยอิตาลี เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Marseille ผลผลิตที่สำคัญคือการปลูกดอก lavande ,การปลูกไร่องุ่น,การเพาะปลูกพืชผักสวนครัว

22.Corse แคว้นนี้ลักษณะเป็นเกาะอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของเมืองนีช เมืองหลวงชื่อ Ajaccio ผลผลิตสำคัญได้แก่ ลูกเกาลัด,องุ่น,ผลไม้,ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร,เนยแข็งจากนมแกะ,เหล้าองุ่นแดงและชมพู ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งเด่นของแคว้นCorse

เอธิโอเปีย...ถิ่นกำเนิดของกาแฟ

         เอธิโอเปีย...ตั้งอยู่ทางทิศตะวันอกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีความงดงามทางธรรมชาติและภูมิประเทศอันหลากหลายอยู่ในบริเวณหุบเขาทรุดแห่งแอฟริกาตะวันออก (The Great Rift Valley) ซึ่งเป็นกระบวนการหักทรุดของแผ่นเปลือกโลกที่เกิดขึ้นมานานกว่า 25 ล้านปี เอธิโอเปียมีอารยธรรมเก่าแก่และประวัติความเป็นมาอันยาวนานกว่า 3,000 ปี ดินแดนที่เป็นประเทศเอธิโอเปียและบริเวณใกล้เคียงถือเป็น “แหล่งกำเนิดของมวลมนุษยชาติ (Cradle of Humankind)” อันเนื่องมาจากการค้นพบซากฟอสซิลและเครื่องมือเครื่องใช้ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตลอดจนโครงกระดูกเชื้อสายเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีอายุมากกว่า 3 ล้านปี ชาวเอธิโอเปียมีความภาคภูมิใจในชาติของตนที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมหรือเมืองขึ้นของต่างชาติใดๆ นอกจากนี้ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมประเพณีของเอธิโอเปียยังมีความเป็นเอกลักษณ์อย่างโดดเด่น แม้จะมีความหลากหลายของชนเผ่ากลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่ราว 85 ชนเผ่าก็ตาม

             เมืองหลวงของเอธิโอเปียคือ แอดดีส อบาบา ซึ่งดิฉันได้เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวของเอธิโอเปียและสถานที่ที่สำคัญๆ ในกรุงแอดดิส อบาบา ในหนังสือวิทยุสราญรมย์ ฉบับที่ 27 เดื่อนเมษายน – มิถุนายน พ.ศ. 2548

             ที่น่าสนในคือ เอธิโอเปียเป็นถิ่นกำเนิดของกาแฟที่ถูกนำไปเป็นเครื่องดื่มอันขึ้นชื่อของโลก ในหนังสือวิทยุสราญรมย์ฉบับนี้ดิฉันขอนำเรื่องของกาแฟ พร้อมด้วยเรื่องของอาหารพื้นเมืองอันโอชะของเอธิโอเปียมาเล่าสู่กันฟัง

             กาแฟ.....เป็นคำเรียกในภาษาไทย ส่วนคำในภาษาอังกฤษคือ คอฟฟี่ (coffee) นั้น เชื่อกันว่าออกเสียงมาจากคำว่า คัฟฟา (Kaffa) อันเป็นชื่อเขตบนที่ราบสูงทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเอธิโอเปียที่ได้มีการค้นพบต้นกาแฟเป็นครั้งแรก และต่อมาเมื่อกาแฟถูกนำจากเอธิโอเปียออกไปยังประเทศเยเมนในคาบสมุทรอาระเบียได้มีการเรียกเป็นภาษาอาหรับว่า คาห์เวห์ (qahweh) และยังมีการเรียกกาแฟกันอีกหลายชื่อ เช่น คาเฟ่ (café) คอฟเย (kofye) คาฮาวา (kahawa) คาฟ (kave) เป็นต้น ล้วนแล้วแต่มาจากคำว่า คัฟฟา (kaffa) นั่นเอง ส่วนชาวเอธิโอเปีย เรียกกาแฟว่า บูนา (buna) สำหรับโลกตะวันตกแล้วเพิ่งรู้จักกาแฟกันเมื่อประมาณ 300 กว่าปีมานี้เอง

             มีหลายตำนานที่ได้กล่าวไว้แตกต่างกันในเรื่องการค้นพบต้นกาแฟในเอธิโอเปีย รวมถึงปีการค้นพบและการแพร่หลายของกาแฟ แต่ที่กล่าวถึงมากที่สุดคือ เรื่องของ “แพะเต้นระบำ (The Dancing Goats)” ซึ่งเป็นการค้นพบต้นกาแฟโดยชายหนุ่มเลี้ยงแพะชื่อ คาลดี (Kaldi) เมื่อราว 800 ปีก่อนคริสตกาล โดยเขามีความประหลาดใจว่า แพะของตนซึ่งเคยขี้เกียจและชอบนอนตลอดเวลานั้น กลับมีความลิงโลด กระโดดเต้นไปมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอีกทั้งไม่ยอมนอนด้วย เขาสังเกตเห็นว่าแพะของเขาเหล่านั้นมีอาการเช่นนี้ทุกครั้งหลังจากที่ได้กินผลของต้นพืชชนิดหนึ่งเข้าไป เขาจึงได้ลองทานดู และรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที ตำนานได้กล่าวต่อไปว่า พระนักบวชจากโบสถ์บริเวณใกล้เคยงได้ไปพบเห็นคาลดีชายหนุ่มเลี้ยงแพะผู้นั้นกำลังมีอาการที่มีความสุขและกระชุ่มกระชวย พระนักบวชผู้นั้นจึงได้ลองเคี้ยวลูกเล็กๆ ของต้นพืชดังกล่าว และพบว่าในตอนกลางคืนระหว่างสวดมนต์นั้น ไม่รู้สึกง่วงนอน แต่กลับถูกกระตุ้นให้รู้สึกตื่นและมีความกระชุ่มกระชวยมากกว่าเวลาปกติ หลังจากนั้นท่านจึงได้นำผลของต้นพืชชนิดนี้ไปให้พระนักบวชอื่นๆ ลองทานเช่นกัน กล่าวกันว่า ในที่สุดพระนักบวชทุกคนในเอธิโอเปียได้ทานกันหมด และช่วยให้สามารถสวดมนต์ได้ในตอนกลางคืนโดยไม่รู้สึกง่วงนอนเลย

             ต้นพืชชนิดนั้น คือ กาแฟ นั่นเอง ซึ่งมีผลเป็นลูกเล็กๆเรียงกันเป็นช่อๆ เมื่อสุกเต็มที่ผลเหล่านั้นจะมีสีแดง ลักษณะคล้ายลูกเชอร์รี่ ภายในแต่ละลูกมีเมล็ดกาแฟอยู่ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมี 2 เม็ดประกบกัน แต่บางลูกก็มีเพียงเมล็ดเดียว ต่อมาพืชชนิดนี้ได้รับการเรียกชื่อว่า คัฟฟา (Kaffa) ตามชื่อของเขตที่ได้มีการพบต้นกาแฟเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ นับเป็นเวลาหลายร้อยปีที่ชาวเอธิโอเปียนิยมเคี้ยวเมล็ดกาแฟ (coffee beans) และไม่ได้นำไปต้มดื่มอย่างในปัจจุบัน โดยพวกเขานำทั้งเมล็ดหรือนำไปบดให้ละเอียด ผสมกับเนยชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “กี (ghee)” แล้วปั้นเป็นก้อนไว้เคี้ยวทาน แม้ในปัจจุบันนี้ชาวเอธิโอเปียบางส่วนที่อาศัยอยู่ในคัฟฟาหรือเขตใกล้เคียง เช่น ซิดาโม (Sidamo Province) ยังคงนำเมล็ดกาแฟไปเคี้ยวทานแบบสมัยก่อนอยู่ นอกจากนี้ยังได้มีการนำเมล็ดกาแฟไปผสมกับเหล้าองุ่นและเครื่องดื่มที่ทำจากผลไม้และถั่วตากแห้ง จนกระทั้งในศตวรรษที่ 13 จึงได้มีการนำเมล็ดกาแฟไปต้มและทำเป็นเครื่องดื่มร้อน เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา

             มีหลักฐานระบุว่ากาแฟได้ถูกนำเข้าไปเผยแพร่ในคาบสมุทรอาระเบียโดยพ่อค้าอาหรับชาวเยเมนเมื่อปี ค.ศ. 1000 ต่อมาได้มีการนำเมล็ดกาแฟไปต้มเป็นเครื่องดื่ม ชาวอาหรับไม่เพียงแต่รู้จักการปลูกกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่เริ่มการค้าขายกาแฟด้วย จากนั้นมากาแฟได้ถูกนำไปแพร่หลายในเปอร์เซีย อียิปต์ ซีเรีย และตุรกี เหตุที่ทำให้กาแฟเป็นที่นิยมอาจมาจากปัจจัยที่ว่า ในคัมภีร์อัลกุรอานนั้นห้ามไม่ให้ชาวมุสลิมดื่มแอลกอฮอล ดังนั้น กาแฟจึงเป็นเครื่องดื่มทดแทนสำหรับพวกเขาได้อย่างดี ในประเทศอาหรับนั้น กาแฟเป็นที่นิยมดื่มทั้งในบ้านและที่ร้านขายกาแฟที่เรียกว่า คาห์เวห์ คาเนท์ (qahveh khaneh) ซึ่งเริ่มมีขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วตะวันออกไกล นอกจากชาวอาหรัรบจะดื่มกาแฟและสนทนาพาทีระหว่างกันแล้ว พวกเขายังนิยมฟังเพลง ชมการแสดง เล่นหมากรุก และแลกเปลี่ยนข่าวสารของแต่ละวันด้วย ร้านขายกาแฟจึงเป็นศูนย์ของการแลกเปลี่ยนข่าวสารที่สำคัญของเมือง และเรียกกันว่าเป็น “โรงเรียนของนักปราชญ์ (School of the Wise)” นอกจากนี้ การที่นักแสวงบุญจากทั่วโลกได้เดินทางไปที่นครมักกะห์ทุกปี ทำให้ชื่อเสียงของเครื่องดื่มกาแฟที่ชาวอาหรับเรียกกันว่าเป็น “ไวน์ของชาวอาหรับ (Wine of Araby)” นั้น แพร่หลายขจรขจายออกไปยังนอกคาบสมุทรอาระเบีย ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาความเป็นผู้ผูกขาดในการค้าขายกาแฟ ชาวอาหรับได้พยายามอย่างยิ่งที่จะปกป้องเรื่องการปลูกกาแฟของตน

             อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1615 พ่อค้าชาวดัชท์สามารถนำกาแฟจากอาหรับออกไปยังยุโรปได้เป็นครั้งแรก จากนั้นกาแฟได้กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีคุณค่าและเป็นเครี่องดี่มที่ได้รับความนิยมจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตและวัฒนธรรมของโลกตะวันตกเลยทีเดียวสังคมชั้นสูงของยุโรปเรียกกาแฟว่าเป็น “เครื่องดื่มของนักปราชญ์”ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่นำไปสู่การเพร่หลายของกาแฟ คือ การแผ่ขยายของศาสนาอิสลามทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาในยุโรป และในเอเชียใต้ ซึ่งในครั้งแรกนั้นเป็นการแผ่ขยายโดยอาณาจักร ออตโตมาร (Ottoman Empire) และต่อมาโดยพ่อค้าและการเดินเรือระหว่างกัน ซึ่งทำให้กาแฟได้เริ่มแพร่เข้าไปยังเมืองท่าริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะที่นครเวนิส (Venice) อันเป็นเมืองท่าสำคัญของอิตาลีที่มีเรือสินค้าจากเอเชียไปจอดเทียบท่าเพื่อซื้อขายสินค้ากันมากมาย กาแฟจึงถูกนำไปแพร่หลายในเอเชียในเวลาต่อมา

             ที่นครเวนิสในช่วงแรกนั้น ราคาของกาแฟสูงมาก เฉพาะผู้มีฐานะร่ำรวยเท่านั้น ต่อมากาแฟเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ราคากาแฟถูกลง และได้มีการตั้งร้านขายกาแฟ (corree shop) ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1640 จากนั้นเมืองอื่นๆ ในอิตาลีได้ทำการเปิดร้านขายกาแฟขึ้นเช่นกัน มีเรื่องเล่ากันมาว่าในช่วงแรกๆ ได้มีชาวคริสต์บางกลุ่มต่อต้านเครื่องดื่มกาแฟ โดยเห็นว่าเป็นเครื่องดื่มแห่งความชั่วร้าย จึงได้เรียกร้องให้พระสันตะปาปา Clement ที่ 8 เป็นผู้ตัดสินซึ่งก่อนที่พระองค์จะทรงวินิจฉัยก็ได้ทรงลองดื่มกาแฟ ปรากฏว่าพระองค์ทรงพอใจในรสชาติของกาแฟ จึงได้ทรงตัดสินอนุญาตให้ชาวคริสต์ดื่มกาแฟได้โดยไม่เป็นบาป ทำให้กาแฟได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น มีหลักฐานระบุด้วยว่าในปี ค.ศ. 1801 ที่เมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลีมีการนำเมล็ดกาแฟไปผสมทำเป็นยาเพื่อรักษาโรคต่างๆ ด้วย

             การส่งออกกาแฟจากอาหรับไปขายยังยุโรปมีขึ้นที่เมืองท่าอเล็กซานเดรีย (Alexandria) และเมืองสไมร์นา (Smyrna) ในประเทศอียิปต์ อย่างไรก็ตาม จากความต้องการที่มากขึ้นของตลาด ตลอดจนความรู้เทคโนโลยีในการปลูกต้นกาแฟ และภาษีที่ถูกเรียกเก็บอย่างแพงตามเมืองท่าส่งออก ทำให้พ่อค้าขายเมล็ดกาแฟและนักวิทยาศาสตร์พยายามค้นคว้าการปลูกกาแฟในประเทศอื่นๆ แทนการนำเข้าจากประเทศอาหรับเหล่านี้ เช่น สเปน และโปรตุเกส ได้ทดลองปลูกกาแฟในประเทศอานานิคมของตนทั้งในเอเชียและอเมริกาส่วนชาวดัชท์ไปทดลองปลูกกาแฟในเขตอาณานิคมของตนในชวาและปัตตาเวีย ซึ่งเมื่อประสบความสำเร็จก็ได้นำพันธุ์กาแฟไปปลูกต่อที่เกาะสุมาตราและเกาะเซเลเบส (Celebes) ชาวดัชท์เป็นยุโรปชาติแรกที่ได้ตั้งบริษัทค้าขายกาแฟขึ้นที่เกาะชวาด้วย ในปี ค.ศ. 1714 นายกเทศมนตรีของเมืองอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) ได้มอบต้นกาแฟให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งพระองค์ได้ทรงนำไปทดลองปลูกในสวนพฤกษชาติ (Royal Botanical Garden) ในกรุงปารีส ต่อมาในปี ค.ศ. 1723 นายกาเบรียล แมททิว เดอ คลิเออ (Gabriel Mathieu de Clieu) นายทหารเรือฝรั่งเศสได้รับอนุญาตให้นำเอาต้นกาแฟจากสวนพฤกษชาติดังกล่าวไปทดลองปลูกที่เกาะมาร์ตินิค (Martinique) ซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในทะเลแคริบเบียน ต้นกาแฟเหล่านั้นได้เติบโตและแพร่ขยายอย่างรวดเร็วมากว่า 18 ล้านต้นใน 50 ปี และพันธุ์กาแฟจากที่แห่งนี้เองที่ได้แพร่ขยายไปทั่วหมู่เกาะแคริบเบียนและต่อไปยังอเมริกากลางและอเมริกาใต้ด้วย

             สำหรับประเทศบราซิลนั้น มีเรื่องเล่าว่า พันเอก ฟรานซิสโก เดอ เมลโล พาลเฮตา (Col. Francisco de Mello Palheta) ชาวบราซิล ได้เป็นผู้นำเมล็ดกาแฟจากอาณานิคมฝรั่งเศสที่แฟรนซ์ กีอานา (French Guiana) ไปปลูก โดยภริยาของผู้ว่าการแห่งเฟรนซ์ กีอานาได้ลักลอบนำเอาเมล็ดของต้นกาแฟซ่อนไว้ในช่อดอกไม้มอบให้เป็นของขวัญแก่นายพาลเฮตานั่นเอง การปลูกกาแฟมีขึ้นอย่างจริงจังทางเหนือของประเทศบราซิล แต่เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้มีการย้ายที่ปลูกไปยังริโอ เดอ จาเนโร (Rio de Janeiro) และ ต่อมาย้ายไปที่ซานเปาโล (San Paolo) และมินาส (Minas) / ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้กาแฟกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของบราซิลจากนั้นเป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เมื่อปี ค.ศ.1975 ได้เกิดโรคระบาดต้นกาแฟ ทำให้เกิดการขาดแคลนกาแฟในบราซิลจึงได้มีการคิดค้นนำเอาพืชหรือรากของพืชชนิดอื่นไปทำเพื่อทดแทนเป็นกาแฟ ซึ่งพืชชนิดหนึ่งที่นิยมกันมาคือ ซิคโครี (chicory) แม้ว่าต่อมาจะมีการผลิตกาแฟได้เหมือนเดิม แต่เครื่องดื่มทดแทนกาแฟก็ได้กลายเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ไม่สามารถดื่มกาแฟซึ่งมีสารคาเฟอีนได้

             ในอังกฤษนั้น การดื่มกาแฟได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ในกลางศตวรรษที่ 17 มีร้านขายกาแฟมากว่า 300 แห่งในกรุงลอนดอน ซึ่งร้านเหล่านี้ได้กลายเป็นที่รวมของพ่อค้า นักเดินเรือและศิลปินอีกด้วย สำหรับอาณานิคมของอังกฤษในโลกใหม่ (New World) คือสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันทั้น เมื่อกลางทศวรรษที่ 1600 ชาวอังกฤษได้นำกาแฟเข้าไปยังเมืองนิว อัมสเตอร์ดัม (New Amsterdam) ซึ่งต่อมาคือนครนิวยอร์คนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แม้ร้านขายกาแฟจะเกิดชึ้นอย่างรวดเร็วในโลกใหม่แห่งนี้ แต่ผู้คนยังนิยมดื่มชากันมาก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1773 เมื่อชาวอาณานิคมก่อการปฏิวัติเรื่องภาษีในชาที่เมืองบอสตัน (Boston Tea Party) เพราะกษัตริย์จอร์จ (King George) แห่งอังกฤษได้ทรงบัญชาให้มีการขึ้นภาษีใบชา จึงกล่าวกันว่าการปฏิวัติเรื่องภาษีใบชานั้นได้มีส่วนทำให้ชาวอาณานิคมหันไปนิยมกาแฟแทน

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

คาร์นิวัลเวนิส

งาน Venice Carnival หรือ Carnival a Venezia นั้นมีความเก่าแก่ย้อนกลับไปถึงยุคกลาง (ศตวรรษที่ 12) ได้รับการสืบสานจากลูกหลานชาวเวนิสมาจนถึงปัจจุบัน ระหว่างเทศกาล ชาวเมืองจะร่วมกันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ประดับประดาอย่างสวยสดงดงาม พร้อมสวมหน้ากาก ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากรูปคน หรือรูปสัตว์ ออกมาประชันโฉมกันที่จตุรัสประจำเมือง ลานวิหารสำคัญของเมือง สะพานข้ามคลอง ท่าเทียบเรือ หรือแม้แต่บนเรือกอนโดลา (Gondola) สร้างสีสันให้แก่เมืองเกาะอย่างเวนิสยิ่งนัก
เทศกาลนี้จัดขึ้นนานเป็นสัปดาห์ โดยในแต่ละปี จะจัดขึ้นภายใต้ธีมต่างๆ ไม่ซ้ำกันทำให้นักท่องเที่ยวและชาวเมืองนับแสนต่างเฝ้าคอยที่จะชมความแปลกใหม่ที่จะเกิดขึ้นทุกปี
งานเทศกาลประจำปีคาร์นิวัลในเมืองเวนิสของอิตาลี ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวานนี้ โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมงานนี้หลายพันคน เพื่อชมพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวและประชาชนท้องถิ่น ให้มาเดินเที่ยวตามถนนต่างๆ ของเมืองเวนิส พร้อมกับสวมหน้ากากและแต่งกายด้วยชุดแฟนซีย้อนยุค

แม้อิตาลีจะเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนว่า เทศกาลคาร์นิวัลในเมืองดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากปีนี้ประชาชนได้ทำหน้ากากขึ้นเอง โดยนายฌอง ฟิลิปป์ นักท่องเที่ยวจากกรุงปารีสของฝรั่งเศส ที่เดินทางมาเที่ยวเทศกาลคาร์นิวัลในเมืองเวนิส บอกว่า เขาไม่ต้องใช้เงินมากมาย และหน้ากากที่เขานำมาสวมใส่ แม่เป็นคนทำให้ สำหรับเทศกาลคาร์นิวัลในเมืองเวนิส จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อกว่า 1,000 ปีก่อน และในสมัยนั้นเป็นพิธีทางศาสนาของกลุ่มคนนอกรีต แต่ต่อมาได้กลายเป็นงานเทศกาลเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ซึ่งเทศกาลคาร์นิวัลในเมืองเวนิส จะมีขึ้นเป็นเวลา 10 วัน
JUN
12
งานเทศกาลดนตรีฝรั่งเศส — La Fête De La Musique
เทศกาลดนตรีฝรั่งเศสประจำปีหรืองานรื่นเริง de la musique ตามที่ทราบในประเทศฝรั่งเศสเป็นงานที่โดดเด่นที่นำทั่วประเทศมีชีวิตอยู่กับอาเรย์ที่กว้างใหญ่ของการแสดงดนตรีทั้งวันในแต่ละปี
แรงผลักดันเทศกาลดนตรี de ถูก Maurice Fleuret (นำไปข้างหน้าโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง Jack Lang) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการเพลงกลับในปี 1981 ได้เข้ามาความคิดของ"everyway เพลงและคอนเสิร์ตที่ไหนเลย" ความเข้าใจที่ห้าล้านหนุ่มชาวฝรั่งเศสเล่นเครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งหรือร้องเพลงในหนึ่งคำอื่น ๆ ในสอง, Fleuret เสนอเป็นหลักเพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงความฝันของพวกเขาและนำไปใช้ถนนปฏิบัติสิ่งที่พวกเขาต้องการที่จะดำเนินการ
เหตุการณ์แรกที่เปิดตัวในฤดูร้อนของอายัน 21 มิถุนายน 1982 ภายใต้สโลแกนของ"เพลงเล่นเพลงฉลอง" นักดนตรีมืออาชีพและมือสมัครเล่นเหมือนกันเอาขึ้นป้ายโฆษณาส่วนใหญ่เป็นธรรมชาติและแสดงดนตรีแจ๊ส, ร็อคและเพลงแบบเดิมควบคู่ไปกับคลาสสิกนักแสดงทั้งหมดในงานหนึ่งคนดี' พวกเขายังไม่ได้ดูหลังตั้งแต่
เหตุการณ์ตอนนี้เป็นความสุขล้านคนทั่วประเทศฝรั่งเศสและได้กลายเป็นแหล่งที่มาของสถานที่สำหรับผู้เข้าชม ในทางปฏิบัติเมืองทั่วทุกประเทศของศิลปินทุกประเภทใช้เวลาในการดำเนินการถนนและถุงเท้าของตนออกไปในขณะที่ทุกคนอื่น boogies ลงมา หินทั้งประเทศ! โดยเฉพาะในจุดดังกล่าว Nice, บอร์โดซ์และปารีสซึ่งลักษณะของเมืองให้ยืมตัวเองเก่งกับการแสดงดังกล่าว
การแสดงจะเสียค่าใช้จ่ายค่าสิทธิถูกระงับสำหรับวันที่และเหตุการณ์โดยรวมได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางโดยสื่อโทรทัศน์ยังฝรั่งเศสที่มีบางส่วนของศิลปินที่มีประสิทธิภาพสำคัญตลอดจนครอบคลุมเหตุการณ์ที่มีขนาดเล็ก ถ้าคุณต้องการทราบสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ในเมืองสำคัญของฝรั่งเศสมีเว็บไซต์ภาษาฝรั่งเศสซึ่งจะแสดงรายการสิ่งที่แสดงบนสถานที่ : งานรื่นเริง – de – la –musique.cityvox.com และคุณยังสามารถที่มาข้อมูลผ่านทางสำนักงานการท่องเที่ยวในประเทศฝรั่งเศส เหล่านี้มันสำคัญที่จะไม่คาดหวังว่าจะมากที่สุดเท่าที่จะไม่ทำหน้าที่เป็นมืออาชีพที่สำคัญพวกเขามักจะเป็นผู้ที่อาจไม่ได้รับอิทธิพลปกติโอกาสที่จะทำลายและเป็นธุรกิจที่มีเพื่อ movers แน่นในการจับเพลงอุตสาหกรรม มีการกระทำที่ดำเนินการที่เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศฝรั่งเศสเช่น Tokio Hotel และ Joachim Garraud ผู้เล่น 2007 เพียงไม่ได้คาดหวังหรือ Duffy Oasis เพื่อเปิดขึ้นเป็น
ไปพร้อมกับกรอบด้านขวาของใจและคุณจะไม่สามารถล้มเหลวเพื่อฟังเพลงจากวันที่เต็มไปยาวเหยียดเข้าไปในฤดูร้อนชื่นใจคืน สถานที่จัดงานกลางแจ้งเช่นพอร์ต de Nice, การสั่นกับคนเต้นในเย็นที่อบอุ่นทำให้ประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างมหาศาลถึงแม้คุณจะไม่เข้าใจคำของสิ่งที่ถูกร้อง
กรณีที่มีการส่งออกไปยังส่วนอื่น ๆ ของโลกและในน้อยกว่าสิบห้าปีเพลงรูปแบบของงานรื่นเริงde la ได้ปรากฏในกว่าร้อยประเทศในห้าทวีปรวมทั้งเมืองเช่น Berlin, Budapest, Barlecona, Liverpool, ลักเซมเบิร์ก, Rome, เนเปิลส์และกรุงปราก
วิธีแปลกที่ยอดเยี่ยมเช่นฉลองเทศกาลดนตรีดังกล่าวมีอยู่เฉพาะในขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ดูด้วยความอิจฉาในช่องทางมหัศจรรย์ที่อุดมสมบูรณ์ของความสามารถทางดนตรีในข้อเสนอใน ที่เราต้องไหลไม่ยอมอ่อนข้อดูเหมือนของศิลปินที่เมินเฉยผลิตกระแสนิยมที่อาศัยแผนภูมิทั่วโลกเรามีเพียง จำกัดการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญที่อาจจะฉลองงานศิลปะที่ที่เราอย่างชัดเจน Excel