วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559



                รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย




ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทรานไซบีเรีย

ทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย (TSR, รัสเซีย: Транссибирская магистраль Transsibirskaya Magistral') เป็นสายรถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศรัสเซีย ช่วยในการเชื่อมต่อระหว่างกรุงมอสโก ไปยังเขตตะวันออกไกลและทะเลญี่ปุ่น[1] มีสายย่อยเชื่อมต่อไปยังมองโกเลีย จีน และเกาหลีเหนือ ปัจจุบันเชื่อมต่อระหว่างกรุงมอสโกกับเมืองวลาดีวอสตอค ตั้งแต่ ค.ศ. 1916 และกำลังวางแผนสร้างส่วนต่อขยาย

เส้นทาง

  รถไฟส่วนใหญ่ จะจอดตามสถานีรายทางค่อนข้างน้อย เพื่อให้การเดินทางเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การเดินทางต้องใช้เวลา 6-7 วันเป็นอย่างน้อย

เมืองสำคัญที่ทางรถไฟผ่านนั้น ได้แก่


วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

เมืองที่พระเยซูอาศัยอยู่

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกและพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของเรา พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนเราว่ามารดาของพระเยซูคริสต์คือมารีย์ บิดาบนแผ่นดินโลกคือโยเซฟ พระองค์ประสูติในเบธเลเฮม เติบโตในนาซาเร็ธ และทรงทำงานกับโยเซฟผู้เป็นช่างไม้ เมื่อพระชนมายุ 30 พรรษาพระองค์ทรงเริ่มการปฏิบัติศาสนกิจสามปีของการสอน อวยพร และรักษาผู้คนในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงจัดตั้งศาสนจักรและประทาน “อำนาจ” (ลูกา 9:1) แก่เหล่าอัครสาวกเพื่อช่วยเหลืองานของพระองค์
แต่เราหมายถึงอะไรเมื่อเรากล่าวว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลก พระผู้ไถ่ แต่ละพระนามชี้ให้เห็นความจริงที่ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นหนทางเดียวที่เราจะกลับไปอยู่กับพระบิดาบนสวรรค์ได้ พระเยซูทรงทนทุกขเวทนาและทรงถูกตรึงกางเขนเพื่อบาปของโลก โดยทรงมอบของประทานแห่งการกลับใจและการให้อภัยแก่บุตรธิดาของพระผู้เป็นเจ้า โดยพระเมตตาและพระคุณของพระองค์เท่านั้นที่ทุกคนจะรอดได้ 
เมืองที่พระเยซูประสูติ

ประสูติเมื่อ 4 ปีก่อนคริสตกาล ในเมืองนาซาเรธ แคว้นกาลิลี หญิงพรหมจารีคนหนึ่งชื่อมารีย์ ได้หมั้นหมายไว้แล้วกับชายคนหนึ่งชื่อโยเซฟ ก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกัน ได้มีทูตสวรรค์กาเบรียลเข้าบ้านมาหามารีย์แล้วว่า “เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู”  ฝ่ายโยเซฟเมื่อทราบว่ามารีย์ตั้งครรภ์แล้ว ก็ไม่คิดจะแพร่งพรายเรื่องนี้ จึงคิดจะถอนหมั้นอย่างลับ ๆ แต่มีทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า “โยเซฟบุตรดาวิด อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของเจ้าเลย เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิ์ในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์” โยเซฟจึงทำตามคำนั้น คือได้รับมารีย์มาเป็นภรรยา แต่มิได้สมสู่กับเธอ
ขณะที่มารีย์กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น จักรพรรดิออกัสตัสได้มีรับสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน คนทั้งปวงต่างต้องเดินทางกลับไปขึ้นทะเบียนยังเมืองของตน โยเซฟกับมารีย์จึงต้องเดินทางจากเมืองนาซาเร็ธ แคว้นกาลิลีไปยังเมืองของดาวิดเมืองหนึ่งชื่อเบธเลเฮม ในแคว้นยูเดีย เพราะโยเซฟเป็นเชื้อสายของดาวิด เมื่อเขาทั้งสองอยู่ที่นั่น ก็ถึงเวลาที่มารีย์ประสูติ “นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม”
ต่อมามีทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่โยเซฟในความฝันแล้วบอกว่า “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดาหนีไปประเทศอียิปต์ และคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกเจ้า เพราะว่าเฮโรดจะแสวงหากุมาร เพื่อจะประหารชีวิตเสีย” โยเซฟจึงพากุมารและมารดาหนีไปยังประเทศอียิปต์ เนื่องจากกษัตริย์เฮโรดทราบว่าได้มีกุมารผู้ที่บังเกิดมาเพื่อจะเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิว และทราบจากบรรดามหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ว่า กุมารนั้นอยู่ที่เบธเลเฮม จึงใช้ให้คนไปฆ่าเด็กผู้ชายทั้งหลายในบริเวณนั้นที่มีอายุตั้งแต่สองขวบลงมา ครั้นเฮโรดสิ้นพระชนม์แล้ว ทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดามายังแผ่นดินอิสราเอล เพราะผู้ที่เป็นภัยต่อชีวิตของกุมารนั้นตายแล้ว”  โยเซฟจึงพากุมารกับมารดากลับมาอยู่เมืองนาซาเร็ธ

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559



โรมิโอ-จูเรียต 



ในเมืองเวโรน่า มีตระกูลขุนนางสองตระกูล: แคปูเล็ด กับ มอนตาคิวสองตระกูลนี้ไม่ถูกกันอย่างยิ่งยวดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเจอกันเป็นไม่ได้ต้องมีเรื่องแล้วก็มีหนุ่มน้อยนาม โรมิโอ เป็นลูกตระกูลมอนตาคิว
แล้ววันหนึ่งเคาน์ทคาปูเล็ตได้จัดงานเต้นรำขึ้นมา โดยเชิญหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าสวยทุกคนในเมืองมางาน
ใครจะมมาร่วมงานด้วยก็ได้ ยกเว้นคนในตระกูลมอนตาคิว
แล้วเพื่อนๆของโรมิโอชื่อเมอร์คูติโอกับเบนโวลิโอก็ยุให้โรมิโอไปร่วมงานด้วยเพื่อนๆเบื่อโรมิโอที่ไปรักผู้หญิงที่ไม่เคยสนใจตัวเองเลยอยากให้ไปเปิดหูเปิดตาว่าในโลกนี้ก็ยังมีผู้หญิงสวยอีกเยอะแล้วทั้งสามคนก็ไปโดยใส่หน้ากากไปแล้วโรมิโอก็ไปเจ๊อะกับผู้หญิงสวยมากกกกคนนึง แล้วก็ลั่นวาจาเกี้ยวแบบหวานๆแฝงอะไรที่คนมีปัญญาเท่านั้น

เข้าใจ= =แล้วนางก็โต้ตอบ แต่แล้ว ทิบอล์ต หลานฝ่ายคาปูเล็ตจำเสียงโรมิโอได้แล้วก็โมโหว่าเป็นมอนตาคิวกล้ามางานนี้ได้ยังไงแต่ท่านเค้าน์ทคาปูเล็ตยกให้เพราะเป็นงานรื่นเริงแล้วโรมิโอก็ทำตัวเยี่ยงสุภาพบุรุษมาตลอด
แล้วงานนั้นก็เลิกไปโรมิโอมารู้ทีหลังว่าผู้หญิงคนที่ตัวเองคุยด้วยรวมทั้งตกหลุมรักเป็นทายาทตระกูลคาปูเล็ตนาม จูเลียต  จูเลียตเองพอมารู้ว่าชายที่ตัวเองคุยด้วยเปนมอนตาคิวก็ตกใจเพราะตัวเองได้หลงรักเข้าแล้ว
คืนนั้นไม่มีใครนอนหลับจูเลียตไปรำพึงรำพันอยู่ที่ระเบียงถึงโรมิโอบอกว่าตัวเองหลงรักชายคนนี้เพียงใดโดยที่ไม่รู้เลยว่าเจ้าตัวแอบฟังอยู่แล้วโรมิโอก็ทนไม่ไหวแสดงตัวออกมาโต้ตอบราวกับว่าคำพูดนั้นพูดกับตัวเองแทนที่จะเป็นการรำพึงรำพันคนเดียว  แล้วสองคนก็คุยกัน   สองคนรักกัน แต่สองตระกูลเป็นศัตรูกัน
แล้วเช้าวันต่อมาก็แต่งงานกันด้วยความร่วมมือของบาทหลวงที่ซี้กับโรมิโอ แต่แล้วตอนกลางวันโรมิโอกับเพื่อนๆมีเรื่องกับทิบอล์ต ทิบอล์ตฆ่าเพื่อนคนนึงของโรมิโอแล้วโรมิโอก็ฆ่าทิบอล์ตตายโรมิโอโดนสำเร็จโทษให้ออกไปจากเวโรน่าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ถ้าถูกเจอหลังจากนั้นจะโดนประหาร เพิ่งแต่งงานกันเดี๋ยวนั้นแล้วก็เหมือนจะโดนหย่าเดี๋ยวนั้น
คืนนั้นโรมิโอนอนกับจูเลียต แล้วออกจากเมืองตอนรุ่งสางจากนั้นไม่กี่วัน พ่อจูเลียตก็บังคับให้จูเลียตแต่งงาน
บาทหลวงช่วยให้จูเลียตไม่ต้องแต่งงานซ้ำซ้อนโดยให้ยานอนหลับไปกิน โดยจูเลียตจะถูกพบในห้องเหมือนศพ แต่จะตื่นขึ้นมาในอีก42ชั่วโมง ระหว่างนั้นบาทหลวงจะส่งจดหมายบอกให้โรมิโอรู้แผน แล้วมาช่วยจูเลียตจากหลุมตอนที่ยาหมดฤทธิ์ โรมิโอตื่นขึ้นมาจากฝันดีที่ว่า ตัวเองได้ตายไปแล้ว แล้วจูเลียตก็มาจุมพิตปลุกให้ตื่นจากความตาย
จากนั้นโรมิโอก็กลายเป็นจักรพรรดิ์แล้วอยู่กับจูเลียตอย่างมีความสุขพอตื่นมาก็คิดว่าวันนี้ต้องมีข่าวดีแน่ๆ
แต่ข่าวดีที่ว่าคือข่าวการตายของจูเลียต โรมิโอใจสลาย โลกนี้ไม่น่าอยู่แล้วหากปราศจากจูเลียต ตัวเองซื้อยาพิษจากคนขายยายาจกคนหนึ่งระหว่างทางไปเวโรน่า  ตอนกลางคืนก็ไปถึงหลุมศพของจูเลียตแต่ไปจ๊ะเอ๋กับคนที่จะแต่งงานกับจูเลียตที่มาเยี่ยมหลุมศพจูเลียต สองคนทะเลาะกันแล้วโรมิโอก็ฆ่าเค้าตายโรมิโอไปเจอร่างจูเลียตเย็นชืดนอนอยู่
แล้วก็ตั้งใจว่าจะฝังตัวเองข้างๆหญิงที่ตนเองรัก ก็ดื่มยาพิษ ตอนที่ได้เวลาจูเลียตตื่นจากยานอนหลับจูเลียตตื่นมาเห็นโรมิโอตาย มีขวดยาพิษในมือ ยังคงงง สับสน แล้วพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เอามีดของโรมิโอปักท้องตัวเองตายข้างๆชายที่ตนรักแล้วคนก็แห่กันมาเพราะได้ยินเสียงทะเลาะกันของโรมิโอกับคู่แต่งงานของจูเลียตที่ชื่อ เคาน์ท ปาริส
พอเห็นศพสามคนก็งง มีเคาน์ทของทั้งสองตระกูลมาด้วยพอรู้เรื่องทุกอย่างจากบาทหลวงกับจดหมายลาตายให้พ่อแม่ของโรมิโอก็เสียใจ แล้วก็คืนดีกันหลังจากสงครามที่มีมาหลายชั่วอายุคนโดยกว่าจะคืนดีได้ต้องแลกมาด้วยความตายของลูกที่ตัวเองรัก

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2559

เวนิสวาณิช

เวนิสวาณิช (อังกฤษ: The Merchant of Venice)ซึ่งเชื่อว่าแต่งขึ้นในราวปี ค.ศ. 1596-1598     เวนิสวาณิชเป็นบทประพันธ์อันลือชื่อของ วิลเลียม เชกสเปียร์ กวีและนักเขียนบทละครชาวอังกฤษ แปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์แปลเป็นกลอนบทละคร และนำมาเป็นบทเรียนวรรณคดีไทยจัดอยู่ในประเภทละครชวนหัว แต่ต่อมาก็ได้รับการยอมรับให้เป็นวรรณกรรมโรแมนติกในบรรดาผลงานของเช็ค สเปียร์ทั้งหมด เนื่องจากมีฉากรักที่โดดเด่นมาก และความโด่งดังของตัวละคร ไชล็อก

 



The Merchant of Venice ได้แปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์แปลเป็นกลอนบทละครในปี พ.ศ. 2459 นอกจากนี้ยังมี เวนิสวาณิช ฉบับการ์ตูน เรียบเรียงโดย ชลลดา ชะบางบอน

 

เรื่องราวเริ่มต้นที่บัสสานิโยชายหนุ่มเชื่อสายผู้ดีแต่ยากจน ซึ่งตกหลุมรักสาวงามนามว่าปอร์เชีย เพื่อต้องการเดินทางไปหานาง เขาจึงมาขอยืมเงินอันโตนิโย 3,000 เหรียญ อันโตนิโยเป็นคนรักเพื่อน แต่ในตอนนั้นทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ที่เรือสินค้า ซึ่งจะมาถึงอีกไม่ช้า เขาจึงขอยืมเงินของไชล็อกมาให้บัสสานิโย ไชล็อกซึ่งมีจิตใจคิดร้ายและเกลียดอันโตนิโยมาแต่ต้น ตกลงให้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ย แต่ทำสัญญาว่าหากถึงเวลาถ้าอันโตนิโยไม่สามารถใช้หนี้ได้จะต้องชดใช้โดยการ ให้ไชล็อกเชือดเนื้อหนัก 1 ปอนด์ 

ถ้าหากถึงเวลากำหนดใช้
ท่านมิได้ใช้เงินกู้ไปนั่น
ให้ต้องตามหนังสือคู่มือพลัน
ตัวดิฉันจะขอสิ่งอื่นแทน
ขอมังสังชั่งหนักหนึ่งปอนด์ถ้วน
แล่เอาตามแต่ที่ควร อย่าหวงแหน..






 
ส่วนนางปอร์เชียนั้น บิดาของนางซึ่งตายไปแล้วสั่งให้เลือกคู่โดยการให้ชายที่สมัครเป็นคู่ของนาง เลือกหีบ 3 ใบ ผู้ใดเลือกได้หีบที่มีรูปของนางจะได้แต่งงานกับนาง หีบ 3 ใบได้แก่หีบทอง หีบเงิน และตะกั่ว นางปอร์เชียเป็นหญิงงาม พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ จึงมีชายมาเลือกหีบหลายราย แต่ มีเพียงบัสสานิโยที่เลือกถูกใบ จึงได้แต่งงานกับนางปอร์เชีย 

ขณะเดียวกันมีจดหมายมาจากอันโตนิโยบอกว่าเรือสินค้าหายในทะเล จึงไม่มีเงินไปใช้หนี้ไชล็อก ขอให้บัสสานิโยดูใจเพื่อนก่อนตาย ซึ่งเมื่อนางปอร์เชียทราบเรื่องก็ยินดีที่จะให้เขาเงินของเธอไปให้อันโตนิโย ใช้หนี้ไชล็อก

เขาเป็นคู่ชีวิตของพี่ยา
คนใจดียิ่งกว่าหาไม่ได้
ทั้งในการบำเรอบำรุงใจ
บ่มิได้หน่ายจิตระอิดระอา


ไชล็อกซึ่งมีใจโหด** ไม่ยอมรับเงินใช้หนี้ไม่ว่าจะกี่เท่าก็ตาม ขณะนั้นนางปอร์เชียซึ่งปลอมตัวเป็นเนติบัณฑิตเข้ามาในศาล นางขอให้ไชล็อกกรุณาแต่ไชล็อกกลับกล่าวว่าจะบังคับกันหรือ และนี่คือคำพูดของปอร์เชีย





The quality of mercy is not strain'd,
It droppeth as the gentle rain from heaven




พระราชนิพนธ์แปลความว่า

อันว่าความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน



และอีกบทหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก คือ


Tell me where is fancy bred,
Or in the heart, or in the head?
How begot, how nourished?
Reply, reply.
It is engender'd in the eyes,
With gazing fed; and fancy dies
In the cradle where it lies.
Let us all ring fancy's knell
I'll begin it,--Ding, dong, bell



พระราชนิพนธ์แปลความว่า

ความเอยความรัก      เริ่มสมัครชั้นต้น ณ หนไหน
เริ่มเพาะเหมาะกลางหว่างหัวใจ     หรือเริ่มในสมองตรองจงดี
แรกจะเกิดเป็นไฉนใครรู้บ้าง    อย่าอำพรางตอบสำนวนให้ควรที่
ใครถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงรตี     ผู้ใดมีคำตอบขอบใจเอย





ตอบเอยตอบถ้อย           เกิดเมื่อเห็นน้องน้อยอย่าสงสัย
ตาประสบตารักสมัครไซร้       เหมือนหนึ่งให้อาหารสำราญครัน
แต่ถ้าแม้สายใจไม่สมัคร          เหมือนฆ่ารักเสียแต่เกิดย่อมอาสัญ,
ได้แต่ชวนเพื่อนยามาพร้อมกัน     ร้องรำพันสงสารรักหนักหนาเอย



 ไม่ว่าอย่างไรไชล็อกก็หายอมไม่ นางปอร์เชียจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ให้แล่เนื้อได้ แต่ห้ามให้มีโลหิตติด และไม่ให้น้ำหนักขาดหรือเกิน

ดังนี้จงเตรียมแล่มังสะไป
แต่โลหิตอย่าให้ไหลแม้สักนิด

อย่าแล่มากหรือน้อยกว่าหนึ่งปอนด์
ถ้าตัดก้อนเนื้อนั้นน้ำหนักผิด
หนักเบาไปแม้แต่สักนิด
ผิดแม้แต่ส่วนมาตราไป

หรือตราชูเอียงไปข้างใดแม้
แต่เพียงเท่าน้ำหนักเส้นเกศา
ยิวจะต้องถูกประหารซึ่งชีวา
และริบสาระสมบัติด้วยทันที.




 

................

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

เทศกาลไฟประดับเมือง

กทม. เตรียมส่งความสุขเป็นของขวัญคนกรุงเทพฯ หลังทุ่มงบ 39 ล้านบาท จัดไฟประดับตกแต่งบริเวณลานคนเมือง ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยหลอดไฟแอลอีดี หลอดไฟคริสตัล กว่า 5 ล้านดวง พร้อมเปิดให้บริการ 30 ธันวาคม 2558 

           วันที่ 28 ธันวาคม 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับงานกรุงเทพฯ แสงสีแห่งความสุข ณ ลานคนเมือง ซึ่งเป็นงานที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ใช้งบประมาณ 39 ล้านบาท ในการติดตั้งไฟประดับตกแต่ง บริเวณลานคนเมือง ให้มีความสวยงามเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนกรุงเทพฯ และส่งเสริมการท่องเที่ยวนั้น จะเริ่มเปิดให้บริการประชาชนตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2558 - 31 มกราคม 2559

เทศกาล ปีใหม่
           ทั้งนี้ นางเบญทราย กียปัจจ์ รองโฆษกกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า งานดังกล่าวมีแนวคิดที่ต้องการสื่อถึงเรื่องราวในวรรณคดี โดยมีการประดับด้วยหลอดไฟแอลอีดี หลอดไฟคริสตัล รวมทั้งสิ้น 5 ล้านดวง แบ่งเป็นป้ายแผงไฟ จำนวน 8 แผง, อุโมงค์ไฟความยาว 12 เมตร กว้าง 8 เมตร สูง 5 เมตร จำนวน 2 อุโมงค์ และภายในอุโมงค์จะมีไฟแสดงเป็นรูปผีเสื้อ 3 มิติ พร้อมมีเพลงประกอบการแสดง โดยมีไฮไลท์ของงานเป็น ซุ้มผีเสื้อ คริสตัล นับหมื่นตัวพร้อมไฟระบบ 3 มิติ 

เทศกาล ปีใหม่
 
           นอกจากนี้ในงานยังมีกิจกรรมเช็กอินผ่านระบบโซเชียลเพื่อส่งภาพถ่ายกับไฟประดับตกแต่งลงประกวดชิงรางวัล โดยกรุงเทพมหานครจะเปิดไฟให้ประชาชนเที่ยวชมตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. ยกเว้นในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จะเปิดตลอดคืนจนถึงเช้า

เทศกาล ปีใหม่

เทศกาล ปีใหม่

 วันปีใหม่

 วันปีใหม่

 วันปีใหม่

 วันปีใหม่

 วันปีใหม่

เทศกาล ปีใหม่

เทศกาล ปีใหม่

เทศกาลวันปีใหม่

 ปีใหม่ หรือ วันขึ้นปีใหม่ 2559 หรือ ปีใหม่ภาษาอังกฤษ Happy New Year 2016  ใกล้มาถึงแล้ว วันขึ้นปีใหม่ หลาย ๆ คนคงชอบที่จะได้หยุดหลาย ๆ วัน ว่าแต่ที่หยุดและฉลองปีใหม่กันอยู่ทุกปี แล้วรู้หรือไม่ว่า ประวัติปีใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่ มีความเป็นมาอย่างไร วันนี้เรามีความหมายวันขึ้นปีใหม่ ประวัติวันขึ้นปีใหม่ มาฝาก  
ความหมายของวันขึ้นปีใหม่

          วันขึ้นปีใหม่ ตามความหมายในพจนานุกรมให้ความหมายคำว่า "ปี" หมายถึง เวลาชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน หรือ เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ ดังนั้น "ปีใหม่" จึงหมายถึง การขึ้นรอบใหม่หลังจาก 12 เดือน หรือ 1 ปี

ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่

          วันขึ้นปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตามความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนีย เริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทินโดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือน ก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก ๆ 4 ปี

          ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติก ได้นำการปฏิบัติของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไขอีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้น จนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ (ประมาณ 46 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อโยซิเยนิส มาปรับปรุงให้หนึ่งปีมี 365 วัน โดยทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน เมื่อเพิ่มให้เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ให้ทุกๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

          และในวันที่ 21 มีนาคม ตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตามทิศตะวันตก วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมงเท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March) 

          แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้นพระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วัน จากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (ใช้เฉพาะในปี พ.ศ. 2125) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่าปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้ วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

ความเป็นมาวันปีใหม่ในประเทศไทย
          สำหรับวันปีใหม่ในประเทศไทยนั้น แต่เดิมเราถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย ซึ่งตรงกับเดือนมกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคติแห่งพระพุทธศาสนา ที่ถือช่วงเหมันต์หรือหน้าหนาวเป็นการเริ่มต้นปี ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ คือถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ ดังนั้นในสมัยโบราณเราจึงถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย

          แต่การนับวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ตามวันทางจันทรคติ เมื่อเทียบกับวันทางสุริยคติ ย่อมคลาดเคลื่อนกันไปในแต่ละปี ดังนั้นในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปี พ.ศ. 2432 (ร.ศ. 108) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้ถือเอาวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยนับแต่นั้นมา เพื่อวันปีใหม่จะได้ตรงกันทุกปีเมื่อนับทางสุริยคติ (แม้ว่าวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปีต่อ ๆ มาจะไม่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน แล้วก็ตาม) ดังนั้นจึงถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีนับแต่นั้นมา  อย่างไรก็ดีประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่อยู่

          ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการจึงเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน มักจะไม่มีงานรื่นเริงอะไรมากนักและเห็นสมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก จนแพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อ ๆ มา โดยในปี พ.ศ. 2479 ก็ได้มีการจัดงานปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด มีชื่อทางราชการ "วันตรุษสงกรานต์"


                                 ปีใหม่ วันปีใหม่

เหตุผลเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จาก 1 เมษายน เป็น 1 มกราคม          ต่อมาก็ได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยมี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานคณะกรรมการ และที่ประชุมก็ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 ในวันที่ 24 ธันวาคม ในสมัยคณะรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงครามโดยเหตุผลสำคัญก็คือ

           เป็นการไม่ขัดกับหลักพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ

           เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมศาสนาพุทธ

           ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก

           เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

          ตั้งแต่นั้นมา วันขึ้นปีใหม่ของไทยจึงตรงกับวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เหมือนดังเช่นวันขึ้นปีใหม่ของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก